วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561

บุพกรรมของพระพุทธเจ้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังกรรมที่เราทำแล้วของเรา เราเห็นภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตรรูปหนึ่งแล้วได้ถวายผ้าเก่า เราปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ในกาลนั้น ผลแห่งกรรม คือการถวายผ้าเก่า ย่อมอำนวยผลให้เป็นพระพุทธเจ้า

ในกาลก่อน เราเป็นนายโคบาล ต้อนโคไปเลี้ยง เห็นแม่โคกำลังดื่มน้ำขุ่นมัว จึงห้ามมัน ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ในภพหลังสุดนี้ (แม้) เราจะกระหายน้ำ ก็ไม่ได้ดื่มน้ำตามความปรารถนา

ในชาติอื่นในกาลก่อน เราเป็นนักเลงชื่อปุนาลิ ได้กล่าวตู่พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าสุรภี ผู้ไม่ประทุษร้าย(ตอบ) ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราท่องเที่ยวอยู่ในนรกเป็นเวลานาน ได้เสวยทุกขเวทนาแสนสาหัส หลายพันปีเป็นอันมากด้วยผลกรรมอันเหลือนั้น ในภพหลังสุดนี้ เราจึงได้คำกล่าวตู่เพราะเหตุแห่งนางสุนทริกา

เพราะการกล่าวตู่พระเถระนามว่านันทะ สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ครอบงำอันตรายทั้งปวง เราจึงท่องเที่ยวอยู่ในนรกสิ้นกาลนาน เราท่องเที่ยวอยู่ในนรกเป็นเวลานานถึงหมื่นปี ได้ความเป็นมนุษย์แล้ว ได้การกล่าวตู่เป็นอันมาก ด้วยผลกรรมที่เหลือนั้น นางจิญจมานวิกามากับหมู่ชน ได้กล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่เป็นจริง

เมื่อก่อน เราเป็นพราหมณ์ชื่อสุตวา อันชนทั้งหลายสักการะบูชา สอนมนต์ให้กับมาณพประมาณ ๕๐๐ คนในป่าใหญ่ ก็เราได้เห็นฤาษีผู้น่ากลัว ได้อภิญญา ๕ มีฤทธิ์มากมาในสำนักของเรา เราจึงกล่าวตู่ฤาษีผู้ไม่ประทุษร้าย โดยได้บอกกะพวกศิษย์ของเราว่า ฤาษีพวกนี้มักบริโภคกาม แม้เมื่อเราบอก(เท่านั้น) พวกมาณพก็เชื่อฟัง ครั้งนั้น มาณพทั้งปวง เที่ยวไปภิกษาในสกุลๆ พากันบอกแก่มหาชนว่า ฤาษีพวกนี้มักบริโภคกาม ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ภิกษุ ๕๐๐ เหล่านี้ ได้คำกล่าวตู่ทั้งหมด เพราะเหตุแห่งนางสุนทริกา

ในกาลก่อน เราได้ฆ่าพี่น้องชายต่างมารดา เพราะเหตุแห่งทรัพย์ จับใส่ลงในซอกเขา และบด (ทับ) ด้วยหิน ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น พระเทวทัตจึงผลักก้อนหิน ก้อนหินกลิ้งลงมากระทบนิ้วแม่เท้าของเราจนห้อเลือด

ในกาลก่อน เราเป็นเด็กเล่นอยู่ที่หนทางใหญ่ เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ใส่ไฟเผา (ดัก) ไว้ทั่วหนทาง ด้วยวิบากกรรมนั้น ในภพหลังสุดนี้ พระเทวทัต จึงชักชวนนายขมังธนู ผู้ฆ่าคนตายมาก เพื่อให้ฆ่าเรา

ในกาลก่อน เราเป็นนายควาญช้าง ได้ไสช้างให้จับมัดพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้อุดมมุนีแม้กำลังเที่ยวบิณฑบาต ด้วยวิบากกรรมนั้น ช้างนาฬาคิรีอันดุร้าย วิ่งแล่นเข้าไปในคอก (ท้อง) เขา (วงกต) เบื้องหน้าผู้ประเสริฐ

ในกาลก่อน เราเป็นนายทหารราบ (เป็นแม่ทัพ) ฆ่าบุรุษเป็นอันมากด้วยหอก ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราถูกไฟไหม้อย่างเผ็ดร้อนอยู่ในนรก ด้วยผลอันเหลือแห่งกรรมนั้น บัดนี้ ไฟนั้นยังมาไหม้ผิวหนังที่เท้าของเราทั้งสิ้น (อีก) เพราะว่ากรรมยังไม่พินาศไป

ในกาลก่อนเราเป็นเด็ก(ลูก)ของชาวประมงอยู่ในบ้านเกวัฏฏคาม เห็นคนทั้งหลายฆ่าปลาแล้วเกิดความโสมนัส ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ความทุกข์ที่ศีรษะ (ปวดศีรษะ) ได้มีแล้วแก่เราในเมื่อเจ้าศากยะทั้งหลายถูกเบียดเบียน พระเจ้าวิฏฏุภะ ฆ่าแล้ว

เราได้บริภาษพระสาวกทั้งหลาย ในศาสนาของพระพุทธเจ้า พระนามว่าผุสสะ ว่าท่านทั้งหลายจงเคี้ยว จงกินแต่ข้าวแดง แต่อย่ากินข้าวสาลีเลย ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราอันพราหมณ์นิมนต์แล้ว อยู่ในเมืองเวรัญชา บริโภคข้าวแดงตลอด ๓ เดือน

ในกาลนั้น เมื่อนักมวยกำลังชกกัน เราได้ห้ามบุตรนักมวยปล้ำ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น ความทุกข์ที่หลัง (ปวดหลัง) ได้มีแล้วแก่เรา

เมื่อก่อนเราเป็นหมอรักษาโรค ได้ถ่ายยาให้เศรษฐีบุตร (ตาย) ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น โรคปักขันทิกาพาธจึงมีแก่เรา

เราชื่อว่าโชติปาละ ได้กล่าวกะพระสุคตเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ในกาลนั้นว่า จักมีโพธิมณฑลแต่ที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เราได้ประพฤติกรรมที่ทำได้ยากมาก (ทุกกรกิริยา) ที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมตลอด ๖ ปี แต่นั้น จึงได้บรรลุโพธิญาณ แต่เราก็มิได้บรรลุโพธิญาณอันสูงสุดด้วยหนทางนี้ เราอันบุรพกรรมตักเตือนแล้ว จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางที่ผิด

(บัดนี้) เราเป็นผู้สิ้นบาปและบุญ เว้นจากความเร่าร้อนทั้งปวง ไม่มีความเศร้าโศก ไม่คับแค้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักนิพพาน พระชินเจ้าทรงบรรลุ กำลังแห่งอภิญญาทั้งปวงแล้ว ทรงพยากรณ์โดยทรงหวังประโยชน์แก่ภิกษุสงฆ์ ที่สระใหญ่ อโนดาต ด้วยประการฉะนี้แล.

– ฉบับหลวง ล.๓๖ สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย น.๓๑๖ ข.๓๙๒

คนที่เกิดมาในโลกนี้มีทั้งหมด ๔ ประเภท

พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ได้ตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า

“พระมหาบิตร ! คนที่เกิดมาในโลกนี้มีทั้งหมด ๔ ประเภท คือ
๑. คนที่มืดมาแล้วมืดไป คือคนที่เกิดมาในตระกูลต่ำ ยากจน ทุพพลภาพ พิการ ซ้ำยังประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา และใจ ตายแล้วไปเกิดในนรก

๒. คนที่มืดมาแล้วสว่างไป คือคนที่เกิดมาในตระกูลต่ำ ยากจน ทุพพลภาพ พิการ แต่ประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา และใจ ตายแล้วไปเกิดในสวรรค์

๓. คนที่สว่างมาแล้วมืดไป คือคนที่เกิดมาในตระกูลสูง ร่ำรวย ผิวพรรณงาม แต่ประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา และใจ ตายแล้วไปเกิดในนรก

๔. คนที่สว่างมาแล้วสว่างไป คือคนที่เกิดมาในตระกูลสูง ร่ำรวย ผิวพรรณงาม แต่ประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา และใจ ตายแล้วไปเกิดในสวรรค์”

(ปุคคลสูตร ๑๕/๑๓๒)

พระสูตรนี้แสดงว่า ทุกคนไม่อาจจะเลือกที่มาได้ แต่เราก็อาจที่จะเลือกที่ไปได้นั่นก็หมายความว่า เรามักเกิดมาเสียแล้วนี่ จะไปเลือกอีกได้อย่างไร ? ถ้าจะเลือกอีกก็ต้องตายเสียก่อน แล้วไปเกิดใหม่

แต่ก็ต้องระวังไว้ให้ดีนะ จะต้องเร่งรีบสร้างความดีไว้ให้มาก ถ้าไม่มีความดีคือ ทาน ศีล ภาวนา ไว้เป็นทุนในปัจจุบันนี้แล้ว เอาแต่หวังลม ๆ แล้ง ๆ โอกาสที่จะมาเกิดเป็นคนอย่างนี้อีกก็แสนยาก อย่างว่าแต่จะมาเกิดในตระกูลดีเลย

กรรม คือ การกระทำของเราเองนี่แหละ นับว่าสำคัญที่สุด จะเกิดมาแล้วสวย รวย ปานใด มันไม่สำคัญหรอก ไม่ช้าก็ตายเน่าเข้าโลงหมด สิ่งที่จะติดตามไปไม่ลดละก็คือ ความดีกับความชั่วนั่นแหละ เป็นของแน่นอน

ดังนั้น การที่เราได้เกิดมาเป็นคน กับเขาชาติหนึ่งนี้ ก็นับว่าโชคดีมีบุญหนุนให้มาเกิดแล้ว ควรที่จะเร่งรีบต่อบุญเก่าเอาไว้ อย่ามัวแต่หลงตกอยู่ในมายาของโลก อันหาสาระมิได้อยู่เลย ชีวิตนี้น้อยยิ่งนัก มิทันไรก็แก่และใกล้จะตายแล้ว

เมื่อตายแล้ว ทรัพย์สมบัติ ยศศักดิ์ ญาติมิตรและบริวารก็มิได้ตามเราไปด้วยเลย ปล่อยให้เป็น “สมบัติผลัดกันชม” ต่อไป เมื่อถึงเวลาก็ต้องลาจากโลกนี้ไป โลกนี้เช่นนี้มากี่พันกี่หมื่นปีแล้ว น่าจะเบื่อหน่ายกันบ้าง น่าจะคิดกันบ้างว่า คนเราเกิดมาทำไม ? อะไรคือสาระของชีวิตที่แท้จริง ?.

#เตือนตน

..............

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ล้วนเคารพสัทธรรมทั้งสิ้น.

#อมตวัชรวจีหลวงปู่วัดปากน้ำ

- สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
  ล้วนเคารพสัทธรรมทั้งสิ้น.

- ทำใจให้"หยุด"
  ถูกใจกลางของพระพุทธศาสนา.

- ทางดำเนินไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์.

🕯 พระพุทธเจ้าท่านประพฤติปฏิบัติถึงพระอรหัตแล้ว  เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าในโลกแล้ว  ท่านก็ส่องดูธรรมุปนิสัยสัตว์  ว่านี่เราปฏิบัติมาถึงแค่นี้แล้วเราจะเคารพอะไร  เราไม่เห็นมีใครควรเคารพใน 3 ภพ  กามภพ  เป็นกายมนุษย์  กายสัตว์นรก  กายสัตว์เดรัจฉาน  กายเปรต  กายอสุรกาย  หรือกายมนุษย์ก็ดีในภพมนุษย์  กายมนุษย์  กายทิพย์ในจาตุมหาราช  ดาวดึงส์  ยามา  ดุสิต  นิมมานรตี  ปรนิมมิตวสวัตตี  ในกามภพนี้หย่อนกว่าเราทั้งนั้น  ไม่ถึงเรา  ท่านมาขยับขึ้นมาถึงรูปพรหม 16 ชั้น  พรหมปาริสัชชา  พรหมปุโรหิตา  มหาพรมมา  ปริตตาภา  อัปปมาณาภา  อาภัสรา  ปริตตสุภา  อัปปมาณสุภา  สุภกิณหา  เวหัปผลา  อสัญญสัตตา  11 ชั้นนี้  กายต่ำกว่าเราทั้งนั้น  อวิหา  อตัปปา  สุทัสสา  สุทัสสี  อกนิฏฐา  นี่เป็นที่อยู่ของกายพรหม  ต่ำกว่าเราทั้งนั้น  ที่ไม่ได้มรรคผล  จนไปถึงกายอรูปพรหม 4 ชั้น  อากาสานัญจายตนภพ  วิญญานัญจายตนภพ  อากิญจัญญายตนภพ  เนวสัญญานาสัญญายตนภพ  ก็ไม่ลดลงไปได้  เราสูงกว่าทั้งนั้น  เราจะเคารพใคร  สักการะใคร  นับถือใคร  จึงจะสมควร

ท่านก็สอดธรรมกายพระอรหัต  ถอยออกไปนิพพาน  มีเท่าไรๆๆก็เข้ากลางหนักเข้า  ไปถามพระพุทธเจ้าที่ไปนิพพานแล้วเก่าๆ  มากน้อยมีเท่าไรรู้เรื่องหมด  ว่าพระพุทธเจ้าเก่าๆนับถือใคร  บูชาใคร  เคารพใคร  มีตำรับตำรายืนยันเป็นเนติแบบแผนทีเดียว  ท่านวางตำรับตำราไว้ว่า

เย จ อตีตา สมฺพุทฺธา   เย จ พุทฺธา อนาคตา
โย เจตรหิ สมฺพุทฺโธ   พหุนฺนํ โสกนาสโน
สพฺเพ สทฺธมฺมครุโน   วิหรึสุ วิหาติ จ
อถาปิ วิหริสฺสนติ   เอสา พุทฺธาน ธมฺมตา
ตสฺมา หิ อตฺตกาเมน   มหตฺตมภิกงฺขตา
สทฺธมฺโม ครุกาตพฺโพ   สรํ พุทฺธาน สาสนนฺติ

(องฺ.จตุกฺก.(บาลี) ๒๑/๒๑/๒๗)

นี้เป็นตำรับตำรา  พระพุทธเจ้าท่านดำริเมื่อได้ตรัสรู้แล้วว่า  พระสัมพุทธเจ้าเหล่าใดในอดีตกาลที่ล่วงไปแล้วทั้งหลาย  พระพุทธเจ้าเหล่าใดที่ปรากฏในปัจจุบัน  พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใดที่จะมาในอนาคตกาลภายภาคข้างหน้า  พระสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดผู้ซึ่งยังความโศกของประชาชนเป็นอันมากให้วินาศไป  ซึ่งปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้  "สพฺเพ สทฺธมฺครุโน"  ล้วนเคารพสัทธรรมทั้งสิ้น  เคารพสัทธรรมทีเดียว  "วิหรึสุ วิหาติ จ อถาปิ วิหริสฺสนฺติ"  พระสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใดมีอยู่แล้วด้วย  มีอยู่ในบัดนี้ด้วย  ทั้งจะมีต่อไปในภายภาคเบื้องหน้าด้วย  "เอสา พุทฺธาน ธมฺมตา"  ที่เคารพสัทธรรมเป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  เคารพสัทธรรมอย่างเดียว  "ตสฺมา หิ อตฺตกาเมน"  เพราะเหตุนั้น  บุคคลผู้รักตน  สงสารตน  ยินดีต่อตน  จำนงความเป็นใหญ่  ควรเคารพ สัทธรรม  ควรทำการเคารพสัทธรรม  นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  ปรากฏอย่างนี้

เคารพสัทธรรม  เคารพอย่างไร  เคารพไม่ถูก  ไม่ใช่เคารพง่ายๆ  ที่ได้เข้ากายพระอรหัตนี่มาอย่างไรล่ะ  ใจก็ต้องหยุดนะซี  เริ่มต้นก็ต้องหยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์  พอหยุดถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีล  หยุดอีกนั่นแหละ  พอเข้าถึงดวงสมาธิ  ก็หยุดอยู่กลางดวงสมาธิอีก  พอถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงปัญญา  พอเข้าถึงดวงปัญญา ก็หยุดอยู่กลางดวงปัญญาอีก  เข้าถึงดวงวิมุตติ ก็หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติอีก  เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะก็หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะอีก  ก็เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด

ใจกายมนุษย์ละเอียดก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดอีก  หยุดที่ใจหยุดนั่นแหละ  ถูกหละ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดอีก  เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีลอีก  เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิอีก  เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่กลางดวงปัญญา  หยุดอันเดียว  เข้าดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ  เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอันเดียวแหละ  หยุดในหยุดเรื่อยไป  ก็เข้าถึงกายทิพย์

ใจของกายทิพย์ก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์อีก  หยุดนั่นแหละสำคัญ  หยุดนั่นแหละเป็นตัวสำเร็จ  หยุดอันเดียวเท่านั้นแหละ  ทางพุทธศาสนาเป็นเป้าหมายใจดำ  หยุดอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์  ถูกส่วนเข้า  เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีล  ถูกส่วนเข้า  ถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ  เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่กลางดวงปัญญา  เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ  หยุดอันเดียวถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอันเดียวเท่านั้น  ก็เข้าถึงกายทิพย์ละเอียด

ใจของกายทิพย์ละเอียดก็หยุดอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียด  เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีล  ก็เห็นดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ  ก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่กลางดวงปัญญา  ก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ  ก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ก็เข้าถึงกายรูปพรหม

ใจกายรูปพรหมก็หยุดอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม  หยุดอันเดียวเข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางศีล  เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ  เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่กลางดวงปัญญา  เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ  เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ก็เข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด

พอเข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด  ใจของรูปพรหมละเอียดก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด  ก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล  เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ  เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา  เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ  เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอันเดียวแหละตัวสำเร็จ  นี่แหละหัวใจเฉพาะพระพุทธศาสนาละ  อย่าไปเข้าใจอื่นนะ  เข้าใจอื่นเหลวละ  ก็เข้าถึงกายอรูปพรหม

ใจของกายอรูปพรหมก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมนั่นแหละ  ก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีลอีก  เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิอีก  เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญาอีก  เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติอีก  เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะอีก  ก็เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด

ใจของกายอรูปพรหมละเอียดก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียดอีก  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีลอีก  ก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิอีก  เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา  ก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ  ก็เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะอีก  ก็เข้าถึงกายธรรม  หยุดอันเดียว  อย่าเลอะ  ทางอื่นไม่ได้  พอหยุดเข้าได้ละก้อ  ถูกเป้าหมายใจดำของพระพุทธศาสนาทีเดียว

ใจของกายธรรมก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย  พอถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีล  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ  ก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญาก็เข้าถึงดวงวิมุตติ   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ  เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ก็เข้าถึงกายธรรมละเอียด

ใจของกายธรรมละเอียดก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมละเอียด  หยุดอันเดียว  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีล  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ  ก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ  ก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  เข้าถึงกายพระโสดา

ใจกายพระโสดาก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรม ที่ทำให้เป็นกายพระโสดา  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีลก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญาก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  พอถูกส่วนเข้า  ก็เข้าถึงกายพระโสดาละเอียด

ใจของกายพระโสดาละเอียดก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดา ละเอียด  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีล ก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญาก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะก็เข้าถึงกายพระสกทาคา  นี้ถ้าไม่หยุดแล้วเข้าไม่ถึงแท้ๆ

ใจของกายพระสกทาคาก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระสกทาคา  ก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีลก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญาก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ก็เข้าถึงกายพระสกทาคาละเอียด

ใจของกายพระสกทาคาละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระสกทาคาละเอียด  ก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีลก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญาก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอันเดียวนั่นแหละ  ก็เข้าถึงกายพระอนาคา

ใจของกายพระอนาคาก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวง ธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอนาคา  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีลก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่กลางดวงปัญญาก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ก็เข้าถึงกายพระอนาคาละเอียด

ใจของกายพระอนาคาละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอนาคาละเอียด  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีลก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่กลางดวงปัญญาก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ก็เข้าถึงกายพระอรหัต

ใจของกายพระอรหัตก็หยุดไม่ถอยเลย  ไม่เขยื้อนทีเดียว  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัต  ไม่เขยื้อนทีเดียว  เข้าถึงดวงวิมุตติศีล  ใจของพระอรหัตก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติศีล  ก็เข้าถึงดวงวิมุตติสมาธิ  ใจของพระอรหัตก็หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติสมาธิ  เข้าถึงดวงวิมุตติปัญญา  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติปัญญา  ก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ  ก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่นั่นก็เข้าถึงกายพระอรหัตละเอียด แบบเดียวกันอย่างนี้

เมื่อรู้จักใจกลางพระศาสนาดังนี้ละก็  ปล้ำใจให้หยุดเท่านั้น  ถูกทางไปพระพุทธเจ้าพระอรหันต์  ให้ถูกต้องร่องรอยความประสงค์ของพระพุทธศาสนา  แต่ว่าต้องอาศัยศีล  สมาธิ  ปัญญา  ต้องอาศัยอธิศีล  อธิจิต  อธิปัญญา  ต้องอาศัยวิมุตติศีล  วิมุตติจิต  วิมุตติปัญญา  ถ้าไม่อาศัยทางนี้เดินละก้อ  ไปไม่ได้  ถ้าไม่อาศัยศีล  สมาธิ  ปัญญา,  อธิศีล  อธิจิต  อธิปัญญา  ไม่อาศัยวิมุตติศีล  วิมุตติจิต  วิมุตติปัญญา  แล้วไปไม่ได้  ไปไม่รอดทีเดียว

เหตุนี้ทางพระพุทธศาสนาจึงได้วางตำราไว้ว่า  วินัยปิฎกคือศีลนั่นเอง  ย่อลงใส่ศีลนั่นเอง  สุตตันตปิฎก ย่อลงก็จิต  ที่เรียกว่าสมาธินั่นเอง  ปรมัตถปิฎก  ย่อลงก็ปัญญานั่นเอง  ตรงกับอธิศีล  อธิจิต  อธิปัญญา,  วิมุตติศีล  วิมุตติจิต  วิมุตติปัญญา  อันเดียวกันนั่นเอง

นี่เป้าหมายใจดำของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้  เมื่อรู้จักหลักอย่างนี้  ต้องทำให้ถูกอย่างนี้  เมื่อทำให้ถูกอย่างนี้ก็ถูกใจดำทางพระพุทธศาสนา  ถ้าไม่เดินทางนี้ก็ไม่ได้เรื่อง  เอาหลักไม่ได้  เมื่อทำถูกต้องอันนี้ละก็  พบพระพุทธศาสนาก็ได้เรื่อง  เอาตามหลักได้  ก็ถูกชายจีวรของพระพุทธเจ้าอยู่  ถ้าว่าทำไม่ถูกดังนี้เหมือนอยู่คนละจักรวาล  ถ้าว่าถูกหลักดังนี้แล้วดังนี้แหละ  "เอวญฺหิ โน สิกฺขิตพฺพํ"  จริงอยู่อย่างนี้แหละ  ท่านทั้งหลายควรศึกษา  ไม่ศึกษาอย่างนี้ก็เอาตัวไม่รอด

______________
เทศนาธรรมจาก

พระมงคลเทพมุนี
หลวงปู่สด จนฺทสโร
______________
ที่มา
เทศนาธรรมกัณฑ์ที่ 20
ศีลทั้ง 3 ประการ
4 มีนาคม พ.ศ 2497
______________
เพจอมตวัชรวจีหลวงป๋า
ขอบคุณภาพประกอบธรรมะ.
______________
ขอเชิญร่วมแชร์ธรรมะครูอาจารย์
เป็นธรรมทานกันนะครับ 👨‍🎓👩‍🎓