วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ชีวิต 49 วัน หลังความตาย



มนุษย์และสัตว์มิได้สิ้นสุดที่ความตาย เพราะการ ‘ตาย’ หมายถึง สภาพร่างกายที่ไม่สามารถให้บริการแก่จิตวิญญาณใช้งานต่อไปได้อีก วิญญาณยังคงอยู่ ถึงแม้ร่างกายจะหมดอายุขัยไปแล้ว ทั้งนี้สภาพการตายจะบ่งบอกให้รู้ว่าจิตวิญญาณนั้นไปสุคติหรือลงสู่นรกภูมิ
1. ตอนตายใหม่ ถ้าหากสีหน้าปกติ ร่างกายอ่อนนิ่ม สีหน้าเหมือนคนมีชีวิตอยู่ เนื่องจากได้บรรลุธรรม ดวงวิญญาณจะไปสู่สุคติ
2. ตอนตายใหม่ๆ หน้าตาซีดผาด เหมือนคนตกใจ แสดงว่าวิญญาณได้ตกสู่นรกแล้ว
3. ตอนตายใหม่ๆ ร่างกายแข็งทื่อ หน้าตาน่ากลัว เพราะความตกใจ บางคนจะกรีดร้องเสียงคล้ายสัตว์ คนเหล่านี้จะไปเกิดเป็นสัตว์ 4 ชนิด สังเกตได้จากตา หู จมูก ปาก ตาจะมีน้ำตาออก หูจะมีขี้หู จมูกจะมีน้ำมูก ปากจะมีน้ำลายฟูมปาก เป็นทวารที่ไม่สะอาด 4 ช่องทาง เมื่อจิตวิญญาณออกทางนี้
จะเกิดเป็นสัตว์ 4 ประเภท
- ตา ชอบดูสิ่งเหลวไหล ลุ่มหลงในรูปต่างๆ คนเหล่านี้เวลาใกล้ตาย ดวงตาจะเบิกกว้าง จะไปเกิดเป็นสัตว์ปีก (เกิดออกจากไข่)
- หู ชอบฟังเรื่องเหลวไหล เรื่องซุบซิบนินทา คนเหล่านี้เวลาตาย หูจะชันขึ้น จะไปเกิดเป็นสัตว์ที่เกิดจากครรภ์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย
- จมูก ชื่นชมกลิ่นคาวโลกีย์ เช่น เงินทอง สุรา นารี การพนัน ชื่อเสียงลาภยศ และค่านิยมที่ผิดศีลธรรม ฯลฯ จะไปเกิดเป็นแมลง มด ยุง แมลงวัน ฯลฯ บาปหนักมาก วิญญาณจึงถูกตีเป็นเศษวิญญาณ
- ปาก ชอบพูดเรื่องเหลวไหล พูดนินทา พูดวิจารณ์ พูดกล่าวร้ายป้ายสี ด่าคำหยาบคาย คนเหล่านี้เวลาตาย ปากจะอ้าค้างอยู่ตลอด จะเกิดเป็นสัตว์น้ำ ไปอยู่กับรสชาติที่โสโครกและสกปรก
ชีวิต 49 วัน หลังความตาย
เมื่อออกจากร่าง วิญญาณจะไปที่ไหน?
ดวงวิญญาณที่ออกจากร่างในตอนแรก จะวนเวียนอยู่บริเวณนั้น พอได้สติก็จะมีท่านมัจจุราชทำหน้าที่มานำเอาวิญญาณของมนุษย์หรือสัตว์ที่ ชะตาถึงฆาต พาไปยังยมโลก เพื่อตรวจสอบบาปบุญความดีความชั่ว ในขณะที่มีชีวิตอยู่ วิญญาณบาปจะถูกนำตัวส่งไปนรก 8 ขุมใหญ่ แต่ละขุมแบ่งย่อยขุมละ 36 แห่ง แต่ละแห่งมีการลงทัณฑ์และทรมานอีก 800 ด่าน แต่ละด่านมีเครื่องทรมานนับไม่ถ้วน วิญญาณบางดวงอาจตกนรกทั้ง 8 ขุมเลยก็มี โดยเฉพาะคนที่ทำกรรมชั่วมหันต์ หรือเรียกว่า ‘อนันตริยกรรม’ มีอยู่ 5 อย่าง คือ 1.ฆ่าพ่อ 2. ฆ่าแม่ 3. ฆ่าพระอรหันต์ 4. ยุยงสงฆ์ให้แตกแยก 5. ทำร้ายพระพทุธเจ้าห้อเลือด
หลังจากที่คนเราตายประมาณ 1-2 วัน ปกติแล้ว เขาจะไม่รู้ว่าตัวเองตาย 7 วันให้หลังเขาจึงรู้ว่าตนเองตายแล้ว วิญญาณจะถูกกักบริเวณไว้ 49 วันเพื่อรอพิจารณาคดี ในระหว่างนั้นผู้ตายก็กำลังรอบุญกุศลจากลูกหลานทางโลกที่กำลังง่วนอยู่กับ งานศพ เรามาดูปรากฏการณ์ 49 วัน ชีวิตหลังความตาย ขณะที่วิญญาณของผู้ตายออกจากร่าง ชีวิตหลังความตายก็เริ่มต้นเปิดฉากขึ้นในโลกที่ผู้ตายต้องเข้าไปเพียงลำพัง เท่านั้น ไม่มีสิ่งใดเลยที่สามารถเอาติดตัวจากโลกมนุษย์ได้ เว้นเสียแต่บาปกับบุญเท่านั้น
เจ็ดวันรอบแรก
วิญญาณผู้ตายต้องเดินผ่านดงหมาป่า ซึ่งมีฝูงหมาป่าดุร้ายเหมือนเสือขวางทาง เมื่อวิญญาณบาปไปถึง ก็เกิดหวาดกลัวไม่กล้าเดินต่อไป ฝูงหมาป่าเห็นดังนั้น ก็กระโจนเข้าขย้ำขบกัดวิญญาณบาปจนเลือดท่วมตัว กรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทุกขเวทนา ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดี เมื่อมาถึงดงหมาป่า ก็จะมีหมู่เทวทูตคอยพิทักษ์คุ้มครอง พวกหมาป่าได้แต่นิ่งเฉย ไม่กล้าทำอะไร จึงผ่านไปได้โดยปลอดภัย
เจ็ดวันรอบที่ สอง
เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงด่านประตูผี เจ้าหน้าที่ผู้รักษาด่าน เมื่อเห็นเป็นวิญญาณบาป ก็จะทุบตีอย่างไม่ปรานี และยังมีพวกเจ้ากรรมนายเวรพากันมาทวงหนี้เวลานั้น ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดี เมื่อมาถึงด่านประตูผี จะได้รับการต้อนรับและสามารถผ่านด่านนี้ไปโดยปลอดภัย
เจ็ดวันรอบที่ สาม
เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงยมโลก ถ้าเป็นวิญญาณบาปก็จะถูกโซ่ตรวนไว้ และถูกบังคับนำไปอยู่ตรงหน้าหอกระจกส่องกรรม ยามมีชีวิตทำชั่วอะไร ภาพก็จะปรากฏขึ้นเองอย่างอัตโนมัติ เสร็จแล้วก็จะถูกคุมตัวไปรับการพิจารณาโทษ ถึงวิญญาณบาปจะเริ่มสำนึกผิด ตอนนี้แต่ก็สายเสียแล้ว
ส่วนวิญญาณผู้ประกอบกรรมดี เมื่อมาถึง จะได้รับการต้อนรับ มีเจ้าหน้าที่พาไปท่องเที่ยวนรกขุมต่างๆ และพาไปดูสภาพของบรรดาญาติพี่น้องที่ ทำบาป กำลังรอคอยการพิจารณาตัดสินความผิด
เจ็ดวันรอบที่ สี่
เมื่อมาถึงด่านภูเขากระดาษเงินกระดาษทอง การจะขึ้นไปบนภูเขาลูกนี้ยากลำบากมาก กระดาษเหล่านี้ได้มาจากลูกหลานญาติพี่น้องในเมืองมนุษย์หลงงมงายเผาส่งไปให้ ทับถมกันจนเป็นภูเขาเลากา ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วแม้ผู้ตายจะได้รับก็ไร้ประโยชน์
ชีวิต 49 วัน หลังความตาย
เจ็ดวันรอบที่ ห้า
วิญญาณผู้ตายมาถึงหอดูบ้านเดิม ได้เห็นลูกหลาน คนในครอบครัวต่างไว้ทุกข์ด้วยความเศร้าโศกเสียใจกับการตายของตน ถึงตอนนี้จึงได้รู้ว่าตนเองตายแล้ว ไม่อาจกลับบ้านได้อีก ได้แต่เสียใจอาลัยอาวรณ์
เจ็ดวันรอบที่ หก
เมื่อวิญญาณผู้ตายมาถึงด่านคุมบัญชี ยมบาลจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูบาปบุญที่ผู้ตายได้สร้างสมตอนมีชีวิต หลังจากหักลบกันแล้ว ถ้าบุญมีมากกว่าบาปก็จะให้ไปเกิดยังสุคติภูมิ ถ้าบาปมีมากกว่าบุญ จะส่งไปยังนรกภูมิ รับทุกข์อย่างน่าเวทนา
เจ็ดวันรอบที่ เจ็ด
เมื่อวิญญาณผู้ตายไปถึงด่านตรวจสอบ ยมบาลก็จะสั่งเลขาให้ตรวจสอบดูว่า ผู้ตายตอนมีชีวิตอยู่ได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตหรือไม่ ถ้าได้ถือศีลกิเจ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ก็จักลหุโทษ ถ้ามัวหลงผิดฆ่าสัตว์เพื่อความสุขของปากท้องก็จะเพิ่มโทษเป็นเท่าตัว.
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ขอให้ทุกคนในขณะมีชีวิตอยู่นั้น เร่งสะสมความดีกันให้มากๆ นรก-สวรรค์นั้น ไม่ใช่สิ่งลวงโลก ตอนนี้ท่านอาจยังไม่เห็น แต่สักวันท่านก็ต้องเห็น กฏแห่งกรรมนั้นเป็นเรื่องจริง ขอให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท …
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.meekhao.com/

มีการศึกษาสูงแต่ไร้ประโยชน์

#แม้จะเป็นผู้ที่มีการศึกษาสูงเพียงใด ถ้าบกพร่องต่อการประมาณตนในทางปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ วิชาต่างๆที่ได้มา เล่าเรียนมาจนสำเร็จก็ไร้ประโยชน์ ไม่สามารถจะทำความเจริญมาสู่คน และประเทศชาติสมดังความปรารถนา..."
..................................................................
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
...ดูเพิ่มเติม

'ต้องกล้าและบากบั่นทำความดี ความถูกต้องและเป็นธรรม'

คำพ่อสอน...'ต้องกล้าและบากบั่นทำความดี ความถูกต้องและเป็นธรรม'
"ในการดำเนินชีวิตของเรา
เราต้องข่มใจไม่กระทำสิ่งใดๆ ที่เรารู้สึกด้วยใจจริงว่าชั่ว..ว่าเสื่อม...
เราต้องฝืนต้องต้านความคิด และความประพฤติทุกอย่างที่รู้สึกว่าขัดกับธรรมะ
เราต้องกล้า...และบากบั่นที่จะกระทำสิ่งที่เราทราบว่าเป็นความดี..เป็นความถูกต้อง..และเป็นธรรม
ถ้าเราร่วมกันทำเช่นนี้ให้ได้จริงๆ...ให้ผลของความดีบังเกิดมากขึ้นๆ....
ก็จะช่วยค้ำจุนส่วนรวมไว้มิให้เสื่อมลงไป...และจะช่วยให้ฟื้นคืนดีขึ้นได้เป็นลำดับ"
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานเพื่อเชิญไปอ่าน ในพิธีเปิดการประชุมยุวพุทธิกสมาคมทั่วประเทศ ครั้งที่ 12 ที่พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๑๓
🌸🍀🌸 ท ร ง พ ร ะ เ จ ริ ญ ยิ่ ง ยื น น า น 🌸🍀🌸
พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นขวัญและกำลังใจ ให้ปวงพสกนิกรมุ่งมั่นสร้างคุณงามความดีตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ขอพระองค์ทรงพระสิริสวัสดิ์ ทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลานามัยแข็งแรง ปราศจากโรคาพยาธิพิบัติภัยใดมาแผ้วพาน ขอจงทรงพระเจริญ ถึงพร้อมด้วยจตุรพิธพรชัยทุกประการเทอญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ กราบแทบพระบาท...
Cr.ตามรอยพ่อ

พระธรรมคำสอนของสมเด็จองค์ปฐม


สมเด็จองค์ปฐม ทรงพระเมตตาตรัสสอนไว้ดังนี้
เหน็ดเหนื่อยหน่อยก็ขอให้อดทน 
ไม่ว่าจากหน้าที่การงาน
หรือจากการกระทบกระทั่งกับวาจาของคน
ให้ถือเป็นกฎของธรรมดา
ดูตัวอย่างพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ก็ถูกนินทามาก่อนทั้งสิ้น
แม้กระทั่งพระอรหันต์ทุก ๆ องค์ ก็ถูกนินทาเช่นกัน
แล้วให้สังเกตปฏิปทาของท่านทั้งหลายเหล่านี้
จักสงบไม่ไปต่อเวรต่อกรรมกับใคร
พวกเจ้าเองก็พึงทำตามปฏิปทาเช่นนี้ด้วย
ดังนั้นสำหรับการปฏิบัติงานทั้งทางโลกและทางธรรม
เมื่อทำไปแล้วใครจักติ ใครจักชม
ก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาอีกเช่นกัน
จงอย่าเล็งผลเลิศจากงานที่ทำ เ
พราะงานทุกอย่างย่อมมีการบกพร่องเป็นของธรรมดา
แล้วจงอย่าโลภในงานว่าจักให้เสร็จเร็ว
เนื่องด้วยการทำงานต้องอาศัยร่างกาย
และเวลาซึ่งมีขีดจำกัดสำหรับร่างกายของแต่ละคนซึ่งไม่เสมอกัน ให้ทำเท่าที่จักทำได้ การมุ่งหวังจักให้งานเสร็จเร็ว
ก็ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นในจิต เป็นการทำงานที่ขาดทุนมากกว่ากำไร การทำงานอย่าฝืนร่างกาย แล้วก็อย่าฝืนอารมณ์ของจิต
การทำงานจักต้องอาศัยอารมณ์สบายและร่างกายสบาย
งานจึงจักออกมาได้ผลดี
อนึ่งการทำกรรมฐานนั้นแตกต่างกันไปตรงที่ว่า
จักต้องทำให้ได้ตลอดเวลา
แต่ก็จักต้องไม่ทรมานร่างกายเช่นกัน
และจักต้องอาศัยที่มีอารมณ์ตั้งมั่นสบายๆ อยู่ในมัชฌิมาปฏิปทาเช่นกัน จำหลักเหล่านี้เอาไว้ให้ดี จักได้ไม่ออกนอกลู่นอกทาง

การปฏิบัติธรรมให้เห็นผล คือวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนา


การปฏิบัติธรรมให้เห็นผล คือวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการธำรงรักษาพระพุทธศาสนา
... พระพุทธศาสนานั้น ถ้าหมายถึงคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแท้ๆ แล้ว ก็หาภัยอันตรายมิได้ ไม่มีผู้ใดหรือเหตุใดๆ จะเบียนบ่อนทำลายได้เลย เพราะคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาเป็นธรรมะ คือหลักความจริงที่คงความจริงอยู่ตลอดกาลทุกเมื่อ ไม่มีแปรผัน
ดังนั้น การป้องกันภัยให้แก่พระพุทธศาสนาก็ดี การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาก็ดี พูดให้ตรงจึงน่าจะหมายถึงการป้องกันภัยให้แก่พุทธบริษัทและการทำนุบำรุงพุทธบริษัทยิ่งกว่าอื่น
การป้องกันและทำนุบำรุงนี้ ในรายละเอียดย่อมต้องกระทำกันอย่างจริงจังมากมายหลายอย่างโดยรอบทุกด้าน ตามที่ผู้ร่วมงานแต่ละฝ่ายแต่ละท่านจะประชุมปรึกษากันต่อไป
แต่โดยหลักใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในการป้องกันหรือในการทำนุบำรุง ควรจะมุ่งถึงวิธีการสำคัญขั้นพื้นฐานประการหนึ่งว่า ทุกคนที่ถือตัวว่าเป็นพุทธศาสนิกชนจะต้องศึกษาพระพุทธศาสนาตามภูมิปัญญา ความสามารถ และโอกาสของตนๆ ที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องกระจ่างชัดขึ้นในหลักธรรม
เมื่อศึกษาเข้าใจแล้ว เห็นประโยชน์แล้ว ก็น้อมนำมาปฏิบัติ ทั้งในการดำเนินชีวิตประจำวันและการงานของตน เพื่อให้เกิดความสุข ความสงบร่มเย็น และความเจริญงอกงามในชีวิต เพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับตามขีดความประพฤติปฏิบัติของแต่ละคน
ถ้าชาวพุทธรู้ธรรมะ ปฏิบัติธรรมะอย่างถูกต้องทั่วถึงกันมากขึ้น ปฏิบัติการบ่อนเบียนพระศาสนาให้เศร้าหมองก็จะลดน้อยลง เพราะทุกวันนี้ที่เกิดความเสื่อม ความเสียหาย ก็มิใช่ผู้ใดใครอื่นทำให้ เป็นเรื่องที่ชาวพุทธผู้ไม่รู้ ไม่เข้าใจ และไม่ปฏิบัติตามธรรมะ ทำขึ้นเกือบทั้งนั้น ...
พระราชดำรัส
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
พระราชทานเพื่อเชิญไปอ่านในพิธีเปิดสัมมนาของสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติฯ ในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี
ณ ศาลาธรรมชินราชปัญจบพิธ วัดเบญจมบพิธฯ
วันเสาร์ที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕
ธ สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป
ที่มา หนังสือธรรมะจากพระโอษฐ์ หน้า ๑๕๙
ขอบคุณเจ้าของเครดิตคะ

คำยืนยันจากพระพุทธเจ้าและอริยสงฆ์ เรื่องมหาบุญกุศลของศีล


คำยืนยันจากพระพุทธเจ้าและอริยสงฆ์ เรื่องมหาบุญกุศลของศีล


“ศีล” มีความสำคัญมาก เป็นจุดเริ่มต้นแห่งบุญบารมีและความดีทั้งปวง ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ว่า

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจงทำเหตุเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมให้บริสุทธิ์ ก่อนเหตุเบื้องต้นของกุศลธรรม คือ ศีลที่บริสุทธิ์ดี และความเห็นตรง

เมื่อใดศีลของเธอบริสุทธิ์ดีแล้ว และความเห็นของเธอก็ตรงดีแล้ว เมื่อนั้นเธอ อาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีล แล้วจงเจริญสติปัฏฐาน 4 (วิปัสสนา) ต่อไป...


(สติปัฏฐาน 4 เป็นหลักธรรมที่อยู่ในมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นข้อปฏิบัติเพื่อรู้แจ้ง คือเข้าใจตามเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงโดยไม่ถูกกิเลสครอบงำ สติปัฏฐานมี 4 ระดับ คือ กาย เวทนา จิต และ ธรรม)



หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แม่ทัพธรรมใหญ่สายพระป่ากรรมฐานท่านกล่าวถึงอานิสงส์แห่งการรักษาศีล 5 เอาไว้ว่า

“ ...ทำให้อายุยืน ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน ทรัพย์สมบัติที่อยู่ในความปกครองมีความปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายมาราวีเบียดเบียนทำลาย ระหว่างลูก หลาน สามี ภริยา อยู่ด้วยกันเป็นผาสุกไม่มีผู้คอยล่วงล้ำกล้ำกลาย ต่างครองกันอยู่ด้วยความเป็นสุข พูดอะไรมีผู้เคารพเชื่อถือ คำพูดมีเสน่ห์เป็นที่จับใจไพเราะ ด้วยสัตย์ ด้วยศีล เป็นผู้มีสติปัญญาดีและเฉลียวฉลาดไม่หลงหน้าหลงหลังจับโน่นชนนี่เหมือนคนตาบอดหาสติไม่ได้”



พระราชนิโรธรังสี หรือ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ครูบาอาจารย์แห่งแผ่นดินธรรม ท่านได้กล่าวถึงอานิสงส์แห่งการถือศีลแม้เพียงศีล 5 หากทำได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องจะได้เกียรติยศที่ชื่อว่า

“โสดาบันบุคคล เมื่อเราเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรมแล้วการที่จะไม่รักษาศีล 5 นั้นไม่มีและการรักษาศีล 5 นั้นย่อมทำได้ง่าย และศีลย่อมรักษาตัวเรา คุ้มครองตัวเราให้อยู่เย็นเป็นสุขปราศจากอุปัทวันตรายทั้งปวง”




พระธรรมโกษาจารย์ หรือ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ แห่งวัดชลประทานรังสฤษฎ์ อ.ปากเกร็ด จ. นนทบุรี ท่านได้กล่าวถึงอานิสงส์แห่งการรักษาศีลเอาไว้ว่า

“....การรักษาศีล ก็เหมือนกัน ผลที่เกิดจากศีลก็คือ ความเย็นใจสบายใจ ความไม่มีเวรกับใคร ๆ เพราะเราไม่คิดจะฆ่าใคร ไม่คิดจะลักทรัพย์ของใคร ไม่คิดจะไปล่วงเกินของรักของหวงของชอบใจของใคร ๆ ไม่คิดจะหลอกลวงใครให้เสียหาย เราไม่เสพของมึนเมายาเสพติดทุกประเภท อันเป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมสุขภาพ

ทางกายสุขภาพทางจิต ผลก็เกิดขึ้นในปัจจุบันคือความเย็นใจสงบใจ นั่งก็เป็นสุขนอนก็เป็นสุข จะไปในที่ใดก็มีความสุขทางกายทางใจ เพราะไม่มีภัยไม่มีเวรกับใคร ๆ อันนี้เป็นผลที่เราเห็นได้ด้วยตาของตนเอง....”


หลายคนบอกว่า เคยได้ยินครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า

“ศีล” เป็นเหตุแห่งความดี ความสุข ความร่ำรวยได้!

เชื่อว่าหลายคนคงสงสัย ว่าจริงหรือไม่ ทำไมแค่รักษาศีลง่ายๆ แล้วชีวิตจะได้รับผลให้ดี สุข รวย เรื่องนี้ต้องน้อมขอเมตตาธรรมของ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ หรือพระราชพรหมญาณ ครูบาอาจารย์แห่งแผ่นดินธรรม ที่ท่านได้เมตตาสอนไว้ว่า มาเฉลยว่าทำไมผู้รักษาศีล มั่งมีร่ำรวยขึ้นได้

“...โธ่เอ๋ย ซวยมาแล้วกี่ปี ศีลขาดมากี่ปีมันคุ้มกันหรือคือว่ารักษาศีลจริงๆ แค่ศีล 5 น่ะ ค่าเหล้าไม่เสีย ค่าเจ้าชู้ไม่เสีย ค่าม่านรูดไม่เสีย มีคำถามต่อว่าพระท่านอยู่วัดไม่น่าจะรู้อะไรเรื่องนี้ จริงๆแล้วพระน่ะท่านไม่รู้ แต่ฉันรู้มีคนไปพูดให้ฟังเลยไม่ขี้ร้อนไม่ต้องไปอาบน้ำตามห้อง

เรื่องที่ไม่เสียมีเยอะแยะทรัพย์ก็ดีขึ้น ไอ้ใจร้ายไปฆ่าเขาไปตีเขาทะเลาะกับเขาก็ไม่มี แม้แต่ติดคุกติดตะราง ไม่ต้องเสียสตางค์นี่ถ้ารักษามาตั้งแต่เกิดนะ ป่านนี้รวยนานแล้ว แกรักษามากี่วันนี่แล้วขาดทุนมากี่ปี”



ที่สำคัญก็คือการรักษาศีลให้ดีนั้นมีอานิสงส์ใหญ่มากดังพระบาลีที่ว่า

......สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธะเย ฯ...” ซึ่งแปลความได้ว่า

1. ศีลเป็นเหตุให้ไปสู่สุคติ (สีเลนะ สุคติง ยันติ)
2. ศีลเป็นเหตุให้ได้โภคทรัพย์ (สีเลนะ โภคะสัมปะทา)
3. ศีลเป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน (สีเลนะ นิพพุติง ยันติ)


ซึ่งอานิสงส์สองข้อแรกเรียกได้ว่าเป็นอานิสงส์ระดับสวรรค์สมบัติ และ อานิสงส์อย่างที่สุดท้ายคือเป็น นิพพานสมบัติ ซึ่งเป็นอานิสงส์สูงสุดในพระพุทธศาสนา ...”

แต่ผลแห่งการถือศีลนั้นจะให้ผลไปได้อานิสงส์แค่ไหน จะดี สุข รวย เพียงใด ขึ้นอยู่กับระดับของศีลความเข้มข้นในการรักษาศีลหรือถือศีลนั้น และทำอย่างต่อเนื่องก็จะเป็นไปตามกฎแห่งการสะสมคือ ถือให้สม่ำเสมอ ถือให้มากพอและถือให้นานพอ จึงจะเป็นพื้นฐานกำลังให้เราได้รับผลดีเต็มที่
.......


https://www.facebook.com/ธ-ธรรมรักษ์

#พระพุทธเจ้า #ธรรม #หนังสือธรรมทาน #ธ.ธรรมรักษ์ #ศีล

พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่า บุคคลใดประกอบความดี คุณความดีนั้นย่อมต้องสนองตอบ

รูปภาพ
“พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่า บุคคลใดประกอบความดี คุณความดีนั้นย่อมต้องสนองตอบ ข้าพเจ้าจึงขอชักชวนแต่ละท่าน ให้พยายามบำเพ็ญความดีด้วยน้ำใจอันบริสุทธิ์ แม้บางโอกาสอาจจะต้องเสียสละบ้าง ก็จงมานะอย่าท้อถอย จงสมัครสมานสามัคคีร่วมใจกันให้มั่นคงด้วยดี ทั้งนี้ เพื่อความสุขสวัสดีของท่านและเพื่อความวัฒนาถาวรของประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราทั้งหลาย…”

พระราชดำรัส  "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช"  พุทธศักราช 2497