วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ล้วนเคารพสัทธรรมทั้งสิ้น.

#อมตวัชรวจีหลวงปู่วัดปากน้ำ

- สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
  ล้วนเคารพสัทธรรมทั้งสิ้น.

- ทำใจให้"หยุด"
  ถูกใจกลางของพระพุทธศาสนา.

- ทางดำเนินไปของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์.

🕯 พระพุทธเจ้าท่านประพฤติปฏิบัติถึงพระอรหัตแล้ว  เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าในโลกแล้ว  ท่านก็ส่องดูธรรมุปนิสัยสัตว์  ว่านี่เราปฏิบัติมาถึงแค่นี้แล้วเราจะเคารพอะไร  เราไม่เห็นมีใครควรเคารพใน 3 ภพ  กามภพ  เป็นกายมนุษย์  กายสัตว์นรก  กายสัตว์เดรัจฉาน  กายเปรต  กายอสุรกาย  หรือกายมนุษย์ก็ดีในภพมนุษย์  กายมนุษย์  กายทิพย์ในจาตุมหาราช  ดาวดึงส์  ยามา  ดุสิต  นิมมานรตี  ปรนิมมิตวสวัตตี  ในกามภพนี้หย่อนกว่าเราทั้งนั้น  ไม่ถึงเรา  ท่านมาขยับขึ้นมาถึงรูปพรหม 16 ชั้น  พรหมปาริสัชชา  พรหมปุโรหิตา  มหาพรมมา  ปริตตาภา  อัปปมาณาภา  อาภัสรา  ปริตตสุภา  อัปปมาณสุภา  สุภกิณหา  เวหัปผลา  อสัญญสัตตา  11 ชั้นนี้  กายต่ำกว่าเราทั้งนั้น  อวิหา  อตัปปา  สุทัสสา  สุทัสสี  อกนิฏฐา  นี่เป็นที่อยู่ของกายพรหม  ต่ำกว่าเราทั้งนั้น  ที่ไม่ได้มรรคผล  จนไปถึงกายอรูปพรหม 4 ชั้น  อากาสานัญจายตนภพ  วิญญานัญจายตนภพ  อากิญจัญญายตนภพ  เนวสัญญานาสัญญายตนภพ  ก็ไม่ลดลงไปได้  เราสูงกว่าทั้งนั้น  เราจะเคารพใคร  สักการะใคร  นับถือใคร  จึงจะสมควร

ท่านก็สอดธรรมกายพระอรหัต  ถอยออกไปนิพพาน  มีเท่าไรๆๆก็เข้ากลางหนักเข้า  ไปถามพระพุทธเจ้าที่ไปนิพพานแล้วเก่าๆ  มากน้อยมีเท่าไรรู้เรื่องหมด  ว่าพระพุทธเจ้าเก่าๆนับถือใคร  บูชาใคร  เคารพใคร  มีตำรับตำรายืนยันเป็นเนติแบบแผนทีเดียว  ท่านวางตำรับตำราไว้ว่า

เย จ อตีตา สมฺพุทฺธา   เย จ พุทฺธา อนาคตา
โย เจตรหิ สมฺพุทฺโธ   พหุนฺนํ โสกนาสโน
สพฺเพ สทฺธมฺมครุโน   วิหรึสุ วิหาติ จ
อถาปิ วิหริสฺสนติ   เอสา พุทฺธาน ธมฺมตา
ตสฺมา หิ อตฺตกาเมน   มหตฺตมภิกงฺขตา
สทฺธมฺโม ครุกาตพฺโพ   สรํ พุทฺธาน สาสนนฺติ

(องฺ.จตุกฺก.(บาลี) ๒๑/๒๑/๒๗)

นี้เป็นตำรับตำรา  พระพุทธเจ้าท่านดำริเมื่อได้ตรัสรู้แล้วว่า  พระสัมพุทธเจ้าเหล่าใดในอดีตกาลที่ล่วงไปแล้วทั้งหลาย  พระพุทธเจ้าเหล่าใดที่ปรากฏในปัจจุบัน  พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใดที่จะมาในอนาคตกาลภายภาคข้างหน้า  พระสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดผู้ซึ่งยังความโศกของประชาชนเป็นอันมากให้วินาศไป  ซึ่งปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้  "สพฺเพ สทฺธมฺครุโน"  ล้วนเคารพสัทธรรมทั้งสิ้น  เคารพสัทธรรมทีเดียว  "วิหรึสุ วิหาติ จ อถาปิ วิหริสฺสนฺติ"  พระสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใดมีอยู่แล้วด้วย  มีอยู่ในบัดนี้ด้วย  ทั้งจะมีต่อไปในภายภาคเบื้องหน้าด้วย  "เอสา พุทฺธาน ธมฺมตา"  ที่เคารพสัทธรรมเป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  เคารพสัทธรรมอย่างเดียว  "ตสฺมา หิ อตฺตกาเมน"  เพราะเหตุนั้น  บุคคลผู้รักตน  สงสารตน  ยินดีต่อตน  จำนงความเป็นใหญ่  ควรเคารพ สัทธรรม  ควรทำการเคารพสัทธรรม  นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  ปรากฏอย่างนี้

เคารพสัทธรรม  เคารพอย่างไร  เคารพไม่ถูก  ไม่ใช่เคารพง่ายๆ  ที่ได้เข้ากายพระอรหัตนี่มาอย่างไรล่ะ  ใจก็ต้องหยุดนะซี  เริ่มต้นก็ต้องหยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์  พอหยุดถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีล  หยุดอีกนั่นแหละ  พอเข้าถึงดวงสมาธิ  ก็หยุดอยู่กลางดวงสมาธิอีก  พอถูกส่วนเข้าก็เห็นดวงปัญญา  พอเข้าถึงดวงปัญญา ก็หยุดอยู่กลางดวงปัญญาอีก  เข้าถึงดวงวิมุตติ ก็หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติอีก  เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะก็หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะอีก  ก็เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด

ใจกายมนุษย์ละเอียดก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดอีก  หยุดที่ใจหยุดนั่นแหละ  ถูกหละ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ละเอียดอีก  เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีลอีก  เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิอีก  เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่กลางดวงปัญญา  หยุดอันเดียว  เข้าดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ  เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอันเดียวแหละ  หยุดในหยุดเรื่อยไป  ก็เข้าถึงกายทิพย์

ใจของกายทิพย์ก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์อีก  หยุดนั่นแหละสำคัญ  หยุดนั่นแหละเป็นตัวสำเร็จ  หยุดอันเดียวเท่านั้นแหละ  ทางพุทธศาสนาเป็นเป้าหมายใจดำ  หยุดอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์  ถูกส่วนเข้า  เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีล  ถูกส่วนเข้า  ถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ  เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่กลางดวงปัญญา  เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ  หยุดอันเดียวถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอันเดียวเท่านั้น  ก็เข้าถึงกายทิพย์ละเอียด

ใจของกายทิพย์ละเอียดก็หยุดอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์ละเอียด  เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีล  ก็เห็นดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ  ก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่กลางดวงปัญญา  ก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ  ก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ก็เข้าถึงกายรูปพรหม

ใจกายรูปพรหมก็หยุดอยู่กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหม  หยุดอันเดียวเข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางศีล  เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ  เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่กลางดวงปัญญา  เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ  เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ก็เข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด

พอเข้าถึงกายรูปพรหมละเอียด  ใจของรูปพรหมละเอียดก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมละเอียด  ก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีล  เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ  เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา  เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ  เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอันเดียวแหละตัวสำเร็จ  นี่แหละหัวใจเฉพาะพระพุทธศาสนาละ  อย่าไปเข้าใจอื่นนะ  เข้าใจอื่นเหลวละ  ก็เข้าถึงกายอรูปพรหม

ใจของกายอรูปพรหมก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมนั่นแหละ  ก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีลอีก  เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิอีก  เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญาอีก  เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติอีก  เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะอีก  ก็เข้าถึงกายอรูปพรหมละเอียด

ใจของกายอรูปพรหมละเอียดก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมละเอียดอีก  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีลอีก  ก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิอีก  เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา  ก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ  ก็เห็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะอีก  ก็เข้าถึงกายธรรม  หยุดอันเดียว  อย่าเลอะ  ทางอื่นไม่ได้  พอหยุดเข้าได้ละก้อ  ถูกเป้าหมายใจดำของพระพุทธศาสนาทีเดียว

ใจของกายธรรมก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย  พอถูกส่วนเข้าก็ถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีล  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ  ก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญาก็เข้าถึงดวงวิมุตติ   หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ  เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ก็เข้าถึงกายธรรมละเอียด

ใจของกายธรรมละเอียดก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรมละเอียด  หยุดอันเดียว  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีล  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิ  ก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญา  ถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติ  ก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  เข้าถึงกายพระโสดา

ใจกายพระโสดาก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรม ที่ทำให้เป็นกายพระโสดา  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีลก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิ ก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญาก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  พอถูกส่วนเข้า  ก็เข้าถึงกายพระโสดาละเอียด

ใจของกายพระโสดาละเอียดก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระโสดา ละเอียด  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีล ก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญาก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะก็เข้าถึงกายพระสกทาคา  นี้ถ้าไม่หยุดแล้วเข้าไม่ถึงแท้ๆ

ใจของกายพระสกทาคาก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระสกทาคา  ก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีลก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญาก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ก็เข้าถึงกายพระสกทาคาละเอียด

ใจของกายพระสกทาคาละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายพระสกทาคาละเอียด  ก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงศีลก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงสมาธิก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงปัญญาก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอันเดียวนั่นแหละ  ก็เข้าถึงกายพระอนาคา

ใจของกายพระอนาคาก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวง ธรรมที่ทำให้เป็นกายพระอนาคา  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีลก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่กลางดวงปัญญาก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ก็เข้าถึงกายพระอนาคาละเอียด

ใจของกายพระอนาคาละเอียดก็หยุดนิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอนาคาละเอียด  พอถูกส่วนเข้าก็เข้าถึงดวงศีล  หยุดอยู่กลางดวงศีลก็เข้าถึงดวงสมาธิ  หยุดอยู่กลางดวงสมาธิก็เข้าถึงดวงปัญญา  หยุดอยู่กลางดวงปัญญาก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  ก็เข้าถึงกายพระอรหัต

ใจของกายพระอรหัตก็หยุดไม่ถอยเลย  ไม่เขยื้อนทีเดียว  หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นพระอรหัต  ไม่เขยื้อนทีเดียว  เข้าถึงดวงวิมุตติศีล  ใจของพระอรหัตก็หยุดอยู่ศูนย์กลางดวงวิมุตติศีล  ก็เข้าถึงดวงวิมุตติสมาธิ  ใจของพระอรหัตก็หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติสมาธิ  เข้าถึงดวงวิมุตติปัญญา  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติปัญญา  ก็เข้าถึงดวงวิมุตติ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติ  ก็เข้าถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ  หยุดอยู่นั่นก็เข้าถึงกายพระอรหัตละเอียด แบบเดียวกันอย่างนี้

เมื่อรู้จักใจกลางพระศาสนาดังนี้ละก็  ปล้ำใจให้หยุดเท่านั้น  ถูกทางไปพระพุทธเจ้าพระอรหันต์  ให้ถูกต้องร่องรอยความประสงค์ของพระพุทธศาสนา  แต่ว่าต้องอาศัยศีล  สมาธิ  ปัญญา  ต้องอาศัยอธิศีล  อธิจิต  อธิปัญญา  ต้องอาศัยวิมุตติศีล  วิมุตติจิต  วิมุตติปัญญา  ถ้าไม่อาศัยทางนี้เดินละก้อ  ไปไม่ได้  ถ้าไม่อาศัยศีล  สมาธิ  ปัญญา,  อธิศีล  อธิจิต  อธิปัญญา  ไม่อาศัยวิมุตติศีล  วิมุตติจิต  วิมุตติปัญญา  แล้วไปไม่ได้  ไปไม่รอดทีเดียว

เหตุนี้ทางพระพุทธศาสนาจึงได้วางตำราไว้ว่า  วินัยปิฎกคือศีลนั่นเอง  ย่อลงใส่ศีลนั่นเอง  สุตตันตปิฎก ย่อลงก็จิต  ที่เรียกว่าสมาธินั่นเอง  ปรมัตถปิฎก  ย่อลงก็ปัญญานั่นเอง  ตรงกับอธิศีล  อธิจิต  อธิปัญญา,  วิมุตติศีล  วิมุตติจิต  วิมุตติปัญญา  อันเดียวกันนั่นเอง

นี่เป้าหมายใจดำของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้  เมื่อรู้จักหลักอย่างนี้  ต้องทำให้ถูกอย่างนี้  เมื่อทำให้ถูกอย่างนี้ก็ถูกใจดำทางพระพุทธศาสนา  ถ้าไม่เดินทางนี้ก็ไม่ได้เรื่อง  เอาหลักไม่ได้  เมื่อทำถูกต้องอันนี้ละก็  พบพระพุทธศาสนาก็ได้เรื่อง  เอาตามหลักได้  ก็ถูกชายจีวรของพระพุทธเจ้าอยู่  ถ้าว่าทำไม่ถูกดังนี้เหมือนอยู่คนละจักรวาล  ถ้าว่าถูกหลักดังนี้แล้วดังนี้แหละ  "เอวญฺหิ โน สิกฺขิตพฺพํ"  จริงอยู่อย่างนี้แหละ  ท่านทั้งหลายควรศึกษา  ไม่ศึกษาอย่างนี้ก็เอาตัวไม่รอด

______________
เทศนาธรรมจาก

พระมงคลเทพมุนี
หลวงปู่สด จนฺทสโร
______________
ที่มา
เทศนาธรรมกัณฑ์ที่ 20
ศีลทั้ง 3 ประการ
4 มีนาคม พ.ศ 2497
______________
เพจอมตวัชรวจีหลวงป๋า
ขอบคุณภาพประกอบธรรมะ.
______________
ขอเชิญร่วมแชร์ธรรมะครูอาจารย์
เป็นธรรมทานกันนะครับ 👨‍🎓👩‍🎓

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561

อุลลัมพนสูตร พระโมคคัลลานะ ช่วยแม่พ้นเปรตภูมิ

ในสมัยหนึ่งเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร
เมืองสาวัตถี พระโมคคัลลานะเถระ ผู้บรรลุซึ่งธรรมบารมี ๖
มีปณิธานอันแรงกล้าปรารถนาจักทดแทนพระคุณบุพการีชน

ดังนี้แล้ว
จึงได้เพ่งมองโลกด้วยอภิญญาญาณ และแจ้งว่า
บัดนี้ผู้เป็นมารดาแห่งตนได้ไปถืออุบัติอยู่ ณ ท่ามกลางดวงวิญญาณหิวกระหาย
ไม่มีทั้งน้ำและอาหาร
ทั่วสรรพพางค์กายปรากฏเพียงหนังหุ้มกระดูก
ได้รับทุกขเวทนายิ่งนัก

พระโมคคัลลานะจึงนำผลาหารบรรจุเต็มบาตรเพื่อนำไปโปรดดวงวิญญาณของมารดา
ทันทีที่นางรับบาตรไปก็ลูบคลำด้วยมืออันอ่อนแรง
มือขวากอบคำข้าวเพื่อหวังจะบริโภคแต่ในบัดดล
ยังมิทันที่อาหารจะล่วงเข้าสู่ปากของนางก็กลับกลายเป็นถ่านเพลิงเผาไหม้ทุกคราไป
ยังความสลดสังเวชแก่พระโมคคัลลานเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุนี้แล้วพระโมคคัลลานะจึงกลับไปสู่ ณ สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วกราบทูลถึงการณ์ทั้งปวงให้พระพุทธองค์ทรงทราบ

สมเด็จพระศาสดาได้มีพุทธดำรัสว่า.....

"ดูกรโมคคัลลานะ โดยเหตุที่มารดาของท่านสั่งสมซึ่งอกุศลกรรมเป็นเนืองนิจ
อาศัยกำลังแห่งตนแต่เพียงลำพัง
มิอาจบรรเทาอกุศลกรรมนั้นได้
ถึงแม้ว่าอำนาจแห่งความกตัญญู
ต่อบุพพการีชนของท่านจะสะเทือนถึงสวรรค์โลกมนุษย์
ปีศาจ มารร้ายหรือแม้แต่พรหมโลกและจตุโลกบาลก็ตาม

ยังมีแต่พลานุภาพแห่งที่ประชุมพระอริยสงฆ์สาวก
ผู้มาจากทิศทั้งสิบ
จึงสามารถปลดเปลื้องทุกข์แห่งมารดาท่านได้
บัดนี้พระตถาคตจักแสดงธรรมอันเป็นเครื่องปลดเปลื้อง
ความขัดข้องความทุกข์และอกุศลมูลทั้งหลาย

ลำดับนั้น
พระผู้มีพระภาคทรงมีดำรัสต่อพระมหาโมคคัลลานะว่า
".....ในวันเพ็ญกลางเดือนเจ็ดอันเป็นวาระแห่งวันปวารณา
ของพระสงฆ์ทั่วทั้งทศทิศ
เพื่ออานิสงค์อันพึงจักสำเร็จแก่บุพพการีชนทั่วถึง ๗ ชั่วอายุ

โมคคัลลานะ เธอจงจัดเตรียมภาชนะอันบริสุทธิ์อุดมด้วยผลาหาร
ภักษาหารทั้ง ๑๐๐ อย่าง
ผลไม้ทั้ง ๕ กับสิ่งสักการะบรรดามีประทีป
ธูปเทียนชวาลาอันเป็นเลิศทั้งปวง
ถวายแด่หมู่สงฆ์
ผู้มาจากทิศทั้ง ๑๐...."

หากสาธุชนใดพึงได้ถวายทานดั่งนี้แล้ว
แด่ที่ประชุมมหาปวารณาสงฆ์ อานิสงค์อันประมาณมิได้
ย่อมบังเกิดแด่บุพพการีชนทั้งในปัจจุบัน
ตลอดจนถึง ๗ ชั่วอายุ แม้กระทั่งผู้อยู่ในคติทั้ง ๖
(สวรรค์ มนุษย์ เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน สัตว์นรก)
ท่านเหล่านั้นจักพ้นจากทุคติภูมิได้บังเกิด
ณ สุคติภพ โภชนาหารกับทั้งพัสตราภรณ์อันปราณีต
จักบังเกิดแด่ท่านเหล่านั้น
แม้ผู้ยังชนม์อยู่ย่อมจักเป็นผู้มั่งคั่ง จักเป็นผู้มีอายุยืน

แลบัดนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพุทธบรรหารแก่หมู่พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายให้ดำรงจิตแห่งตน
มั่นคงอยู่ในสมาธิภาวะ
แล้วจึงสังวัธยายมนตร์ อุทิศให้บุพพการีชนทั้งหลาย
ครั้นแล้วหมู่สงฆ์ทั้งนั้นพึงรับมตกภัตต่อเบื้องหน้าพุทธานุสติเจดีย์ในท่ามกลางหมู่สงฆ์

ทันใดนั้นมารดาแห่งพระมหาโมคคัลลานะก็ได้พ้นจากกัลป์แห่งเปรตภูมิด้วยกุศลนั้น
พระมหาโมคคัลลานะ อีกทั้งพระมหาโพธิสัตว์เจ้าก็บังเกิดปิติในผลแห่งกุศลเป็นอันมาก

พระมหาโมคคัลลานะ ได้ประคองหัตถ์อัญชุลีต่อเบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาค แล้วกราบทูลว่า.......

" บัดนี้มารดาของข้าพระองค์ ได้รับอานิสงค์อันไม่มีประมาณ
ก็ด้วยอาศัยอานุภาพแห่งพระรัตนตรัย
หากในกาลภายหน้าบรรดาพุทธสาวกทั้งหลายปรารถนาจักบำเพ็ญกุศลทานอุทิศให้แก่บุพพการีชนดั่งนี้บ้าง
บรรพชนทั้งหลายกับผู้ล่วงลับทั้ง ๗ ชั่วอายุนั้น
จักได้รับอานิสงค์ดุจเช่นนี้หรือไม่พระพุทธเจ้าข้า "

พระผู้เป็นที่พึ่งแห่งโลก จึงมีพุทธดำรัสตอบว่า...

" ประเสริฐแล้วสิ่งที่เธอกล่าวนั้นชอบแล้ว
หากในภายภาคเบื้องหน้าสาธุชนทั้งหลายอันมี
ภิกษุภิกษุณี กษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์
ข้าราชบริพารทุกชนชั้นกับทั้งสามัญชนทั้งปวงปรารถนาที่จักบำเพ็ญกุศลทานอุทิศแด่บุพพการีชน
ผู้ให้กำเนิดแล้วไซร้ ในวันเพ็ญกลางเดือน ๗
อันเป็นวันมหาปวารณาสงฆ์
เธอทั้งหลายพึงถวายโภชนาหาร

กับทั้งของบริวารทั้งปวงแด่หมู่สงฆ์ผู้มาทิศทั้ง ๑๐
แล้วตั้งใจอุทิศส่วนแห่งบุญนั้น
แด่บุพพการีชนผู้ให้กำเนิดกับทั้งผู้ล่วงลับทั้ง ๗ ชั่วอายุ
ให้ได้รับอานิสงส์เขาทั้งหลายเหล่านั้น
ย่อมจักเป็นผู้พ้นจากทุคติภพ
ได้บังเกิดในท่ามกลางสุคติภูมิ
ได้เสวยผลบุญอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

พุทธสาวกทั้งหลาย ผู้มีมนสิการมั่นคงอยู่ในกตัญญุตธรรม
ระลึกถึงคุณแห่งบุพพการีชน มีคุณบิดา มารดาเป็นต้น
ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำของเดือน ๗ ทุกปี
พึงประกอบกุศลกรรมถวาย อุลลัมพนมตกภัต
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้ง ๑๐ ทิศ
เพื่อแสดงซึ่งกตัญญุตาในผู้ให้กำเนิด
แลผู้มีพระคุณที่ได้บำรุงเลี้ยงดูมา "
เมื่อได้สดับฟังพระธรรมของพระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล้ว
พระมหาโมคัลลานะพร้อมด้วยพุทธบริษัท ๔
ต่างปิติยินดีในธรรม
และน้อมรับไปปฏิบัติโดยทั่วกัน

...สาธุๆๆๆ

#แชร์เป็นธรรมทาน

...........................

.

วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ตายแล้วไปไหน (ตอน 1)


ก่อนที่จะรู้ว่าตายแล้วไปไหน เราควรจะต้องเข้าใจ ว่าความตายคืออะไร 

หากจะเปรียบกระแสชีวิตของสัตว์โลกเหมือนสายนำ้ในนที  ความตายก็เปรียบเสมือนจุดโค้งตอนที่สายนำ้เปลี่ยนทิศทาง  

สำหรับผู้บรรลุธรรมหรือพระอรหันต์ ความตายคือการสิ้นสุด ลงอย่างแท้จริงของชีวิต เป็นการจบสิ้นการเวียนว่ายตายเกิด  ส่วนปุถุชนอย่างเรา กระแสชีวิตจะมีสืบเนื่องกันไปไม่มีวันสิ้นสุด  ฉะนั้นความตายจึงเท่ากับเป็นการยุติของกิจกรรม ชีวิตในช่วงชีวิตหนึ่ง เพื่อจะตั้งต้นกิจกรรมชีวิตใหม่ในทันทีที่มีการเกิดใหม่ 

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ความตายคือจุดสุดท้ายของชีวิตนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตต่อไปนั่นเอง โดยอาจเปรียบได้กับการที่พระอาทิตย์ตกและขึ้น ซึ่งแทบไม่มีช่วงของความมืดคั่นอยู่เลย และถ้าจะเปรียบกับหนังสือที่ว่าด้วยการอุบัติของสัตว์โลก ความตายก็เป็นตอนจบของบทหนึ่ง ในขณะที่บทต่อไปก็จะเริ่มต้นขึ้นใหม่ในทันทีทันใดนั้นเอง

แม้ว่าเราจะหาอุปมาอุปมัยที่ตรงตัวจริงๆ มากล่าวไม่ได้  แต่เราก็อาจเปรียบกระแสแห่งชีวิตเป็นดั่งรถไฟที่วิ่งไปบนราง  เมื่อกำลังจะถึงสถานีแห่งความตาย มันจะชะลอความเร็วลง ชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็จะเร่งความเร็วให้เหมือนเดิมต่อไป โดยไม่มีการหยุดแม้เพียงชั่วขณะเดียว 

สำหรับผู้ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ ความตายหาใช่สถานีปลายทางไม่ แต่จะเป็นดังสถานีชุมทางที่มีรางรถไฟถึง ๓๑ สายมาบรรจบกัน  เมื่อรถไฟวิ่งมาถึงชุมทางนี้ ก็จะเปลี่ยนราง แล้วออกวิ่งต่อไปด้วยความเร็วเช่นเดิม 

เชื้อเพลิงที่ทำให้รถไฟแล่นไปได้โดยไม่หยุดนี้ ได้แก่ กระแสแห่งกรรม ซึ่งบุคคลแต่ละคนได้ประกอบไว้ในอดีตชาติทับถมกันมา ทำให้เกิดการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด

การเปลี่ยนรางเดินของรถไฟนี้เป็นไปโดยอัตโนมัติ ประดุจดังการที่นำ้แข็งละลายเป็นนำ้หรือนำ้กลายเป็นนำ้แข็ง อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ  การถ่ายเทจากชีวิตหนึ่งไปสู่อีกชีวิตหนึ่งก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติเช่นกัน

รถไฟแห่งชีวิตไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนรางได้เอง แต่ยังสามารถกำหนดรางที่จะวิ่งต่อไปเองด้วย  สำหรับรถไฟแห่งการเกิดนั้น สถานีแห่งความตาย ซึ่งเป็นชุมทางที่รถไฟจะต้องเปลี่ยนเส้นทางนี้มีความสำคัญยิ่ง ในขณะที่ชีวิตปัจจุบันกำลังจะสิ้นสุดลง  และร่างกายกำลังจะถูกละทิ้งไปนั้น ชีวิตใหม่ก็ใกล้จะอุบัติขึ้น 

การเกิดจึงเป็นผลของความตาย  หรืออีกนัยหนึ่ง ความตายเป็นสิ่งที่กำหนดการเกิดครั้งต่อไป  ฉะนั้นความตายจึงมิใช่เป็นเพียงความตาย หากแต่เป็นการเกิดด้วย  ณ สถานีชุมทางนี้เองที่ชีวิตเปลี่ยนไปสู่ ความตาย และความตายเปลี่ยนไปสู่การเกิด

เราจึงควรระลึกว่า ทุกๆชีวิตเป็นการเตรียมตัวเพื่อที่จะตาย  ถ้าเราฉลาดพอก็จะต้องพยายามดำเนินชีวิตในปัจจุบันให้ดีที่สุด เพื่อเตรียมตัวตายให้ดีที่สุด และการตายที่ดีที่สุดก็คือการที่ไม่กลับมาเกิดอีก ซึ่งได้แก่การตายของพระอรหันต์ อันเป็นการไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างแท้จริง  เพราะไม่มีรางให้รถไฟวิ่งอีกต่อไปแล้ว 

เราจึงควรที่จะพยายามกำหนดการอุบัติขึ้นของชีวิตใหม่ให้ดีที่สุด เพื่อวันหนึ่งเราจะได้บรรลุถึงจุดหมายปลายทางที่แท้จริงเช่นนั้นบ้าง  ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับตัวเราเอง เราเป็นผู้กำหนดอนาคตของเรา เราเป็นผู้กำหนดความสุขและความทุกข์ ตลอดจนความหลุดพ้นของเราเอง

ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถจัดวางรางเพื่อรองรับรถไฟที่ วิ่งมาอย่างเร็วได้  การที่จะตอบคำถามนี้ได้ เราต้องมีความเข้าใจในเรื่องของ "กรรม" เสียก่อน ...

อ่านตอน2
https://www.facebook.com/Goenka.News/posts/1794450230810442:0

ลิงค์เพื่อการดาวน์โหลดหนังสืออีบุ๊ค (PDF File)
http://goo.gl/njgUVh

________________
ให้ส่ง pdf ตายแล้วไปไหน

แจ้งว่า "pdf ตายแล้วไปไหน "

แจ้งที่

ID Line: Goenka.News
หรือกด

http://line.me/ti/p/~Goenka.News
________________