วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ตายแล้วไปไหน (ตอนที่ 3 ✦ตอนจบ)

นักวิปัสสนาที่ดี ย่อมสามารถหลบหลีกรางรถไฟที่จะพาไปสู่ภพภูมิที่ตำ่กว่า  ฉะนั้นเราจึงจะต้องเข้าใจกฎธรรมชาตินี้ให้ดี และหมั่นปฏิบัติเพื่อเตรียมตัวเผชิญกับความตายอยู่ตลอดเวลา ยิ่งผู้สูงอายุ ยิ่งมีเหตุผลทุกประการที่จะต้องมีสติอยู่ทุกขณะ 

ถ้าเช่นนั้นเราจะต้องเตรียมตัวอย่างไร  เราจะต้องปฏิบัติวิปัสสนา ฝึกความมีอุเบกขา ไม่ว่าจะมีความรู้สึกทางกายอะไรเกิดขึ้น ก็ต้องไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ มีเพียงการปฏิบัติเช่นนี้ เท่านั้นที่สามารถขจัดนิสัยเก่าๆ เปลี่ยนแปลงสภาพจิตใจที่เคยแต่จะก่อให้เกิดสังขารใหม่ๆ  พัฒนาไปเป็นการรักษาใจให้เป็นอุเบกขาอยู่เสมอ

ขณะใกล้ตาย คนส่วนมากจะมีความรู้สึกที่ไม่สบาย  ความชรา โรคภัย และความตายเป็นทุกข์  ก่อให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรง  ถ้าบุคคลใดไม่เคยฝึกให้รู้จักสังเกตเวทนา หรือความรู้สึกทางกาย และฝึกทำใจให้เป็นอุเบกขาแล้ว ก็อาจจะมีความรู้สึก ขุ่นเคือง โกรธแค้น หรือพยาบาทมาดร้าย  อันเป็นโอกาสให้สังขารภพที่มีกระแสดึงดูดชนิดเดียวกันเกิดขึ้นได้

ส่วนผู้ที่เคยฝึกปฏิบัติวิปัสสนาจะสามารถเผชิญกับความรู้สึกที่ปวดร้าวรุนแรง โดยการวางใจให้มีอุเบกขาเมื่อใกล้ตาย จนแม้แต่สังขารภพที่ฝังแฝงอยู่ภายในจิตไร้สำนึก ก็ไม่อาจครอบงำได้ สำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไปนั้น มักจะกลัวความตายอย่างที่สุด ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้สังขารภพแห่งความกลัวปรากฏขึ้นมา  ความทุกข์ ความเศร้าโศกเสียใจ ที่ต้องพลัดพรากจาก บุคคลที่ตนรักจะประดังกันขึ้นมา สังขารภพที่สะสมไว้ในก้นบึ้งของจิตใจ ก็จะผุดโผล่ขึ้นมาครอบงำจิตใจ  ในขณะที่ นักวิปัสสนาจะสามารถจับความรู้สึกเหล่านั้นได้ แล้ววางใจให้เป็นอุเบกขา  ทำให้สังขารทั้งหลายไม่มีโอกาสรบกวนจิตใจเมื่อใกล้ตาย  

ฉะนั้น เราจะเตรียมตัวตายได้ก็ด้วยการพยายามเจริญนิสัยให้รู้จักสังเกตความรู้สึก(เวทนา) ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย และฝึกวางใจให้เป็นอุเบกขา โดยมีความเข้าใจในอนิจจังอย่างแท้จริง ในขณะที่ใกล้สิ้นใจ

จิตที่ได้รับการฝึกให้มีอุเบกขาอย่างมั่นคงแล้ว จะปล่อยวางได้โดยอัตโนมัติ  รถไฟแห่งการอุบัติขึ้นก็จะแล่นเข้าสู่รางที่จะอำนวยโอกาสให้บุคคลนั้นได้ปฏิบัติวิปัสสนาสืบต่อไปในชีวิตใหม่ ทำให้ปลอดภัยจากการต้องไปเกิดในภพที่ตำ่กว่า  ข้อนี้สำคัญมาก เพราะในอบายภูมิหรือ ภพที่ตำ่ลงไปนั้น เราจะไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติวิปัสสนาเลย

นักวิปัสสนาที่มีญาติมิตรนั่งปฏิบัติอยู่ด้วยใกล้ๆ ในยามที่ใกล้จะตายนั้น นับว่าโชคดี  เพราะจะได้รับพลังสั่นสะเทือนของเมตตา  อันจะช่วยให้ตายไปด้วยความสงบสุข  ท่ามกลางบรรยากาศแห่งธรรมะที่ปราศจากความเศร้าโศกครำ่ครวญ

สำหรับผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติวิปัสสนานั้น บางครั้งก็อาจจะได้ ประสบกับชีวิตใหม่ที่น่าพอใจจากผลของกรรมดีที่ได้กระทำมา เช่น ความที่เป็นผู้มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีศีลธรรม มีคุณธรรม  แต่นักวิปัสสนาที่ปฏิบัติอย่างมั่นคงแล้วจะได้รับผลพิเศษกว่านั้น เพราะจะมีโอกาสได้ปฏิบัติวิปัสสนาอีกในชาติต่อไป อันจะทำให้การเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ของเขาสั้นลง และทำให้สามารถบรรลุถึงจุดหมายปลายทางได้เร็วขึ้น

การที่เราได้มีโอกาสสัมผัสกับธรรมะในชาตินี้นั้น เป็นเพราะผลของกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้ในอดีตชาติ  ฉะนั้น เราจึงต้องทำชีวิตปัจจุบันให้สมบูรณ์ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนา เพื่อว่าเมื่อความตายมาเยือน เราจะได้สามารถเผชิญหน้ากับมัน ด้วยจิตที่เป็นอุเบกขา อันจะนำมาซึ่งความสุขในชีวิตภายหน้าต่อไป ✦

อ่าน ตอน1 กด
‭https://www.facebook.com/Goenka.News/posts/1793444077577724:0‬

________________
ลิงค์เพื่อการดาวน์โหลดหนังสืออีบุ๊ค (PDF File)
‭http://goo.gl/njgUVh‬

________________
ให้ส่ง pdf ตายแล้วไปไหน

แจ้งว่า "pdf ตายแล้วไปไหน "

แจ้งที่

ID Line: Goenka.News
หรือกด

‭http://line.me/ti/p/~Goenka.News‬
________________

ตายแล้วไปไหน (ตอนที่ 2)

ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถจัดวางรางเพื่อรองรับรถไฟที่ วิ่งมาอย่างเร็วได้  การที่จะตอบคำถามนี้ได้ เราต้องมีความเข้าใจในเรื่องของ "กรรม" เสียก่อน 

กรรมหรือการกระทำของเราเกิดจากเจตนาที่เป็นกุศลหรืออกุศล   เจตนาที่บริสุทธิ์ หรือไม่บริสุทธิ์ในใจของเราเป็นรากฐานของการกระทำไม่ว่าจะด้วยทางกาย วาจา หรือใจ  โดยเริ่มจากการมีผัสสะ คือ มีสิ่งมากระทบทวารใดทวารหนึ่งของเรา ทำให้เกิดวิญญาณ หรือการรับรู้ขึ้น แล้วสัญญาจะเป็นผู้ประเมินผลของผัสสะนั้น

จากนั้นเวทนาหรือความรู้สึกทางกายก็จะเกิดขึ้น ตามมาด้วยสังขาร คือสภาพที่ปรุงแต่งการกระทำของเรา อันเกิดจากเจตนาซึ่งปรุงแต่งโต้ตอบต่อความรู้สึกทางกาย 

เจตนาในการ กระทำนี้มีหลายแบบหลายชนิด เจตนาบางอย่างก็เปรียบ เสมือนรอยขีดลงบนนำ้ บางอย่างก็เป็นดังรอยขีดบนพื้นทราย บางอย่างเป็นเสมือนรอยขีดบนหิน 

ถ้าเจตนาเป็นกุศล การกระทำก็จะเป็นกุศล ซึ่งจะยังให้เกิดผลที่เป็นกุศลด้วย  หากเจตนาไม่บริสุทธิ์ การกระทำก็ย่อมจะเป็นไปในทางไม่ดี และก่อให้เกิดผลคือความทุกข์ความเดือดร้อน

ทั้งนี้มิได้หมายความว่า สังขารหรือการปรุงแต่งทั้งหลาย นี้จะมีผลให้เกิดชีวิตใหม่เสมอไป  การกระทำบางอย่าง อาจจะบางเบาเกินกว่าที่จะก่อผลใดๆ การกระทำบางอย่างอาจจะหนักหรือรุนแรงกว่านั้นเล็กน้อย ซึ่งจะส่งผลในปัจจุบันชาติโดย ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า 

กรรมบางชนิดก็ให้ผลทั้งในปัจจุบันและ ยืดเยื้อไปจนชาติหน้า แม้จะไม่ถึงกับเป็นแรงส่งที่ทำให้ไปเกิดใหม่  แต่ก็มีกรรมหลายชนิดที่เรียกว่า กรรมภพ หรือ สังขารภพ ซึ่งเป็นตัวนำให้ไปเกิด กรรมประเภทนี้เองที่เป็นสาเหตุให้มีกระบวนการเกิดใหม่ขึ้นมา โดยพลังแม่เหล็กในตัวของมันจะถูกดึงดูดให้เข้าไปร่วมกับกระแสสั่นสะเทือนของโลกภพที่มีคลื่น ความถี่ขนาดเดียวกัน  พลังความสั่นสะเทือนของภพทั้งสอง จะดึงดูดเข้าหากันและกัน อันเป็นไปตามกฎแห่งกรรม

ในทันทีที่กรรมภพบังเกิดขึ้น รถไฟแห่งการอุบัติขึ้นก็จะ ถูกดึงดูดจากรางใดรางหนึ่งใน ๓๑ ราง ณ สถานีชุมทาง ดังกล่าว 

ราง ๓๑ รางนี้ก็คือภพทั้ง ๓๑ นั่นเอง ซึ่งประกอบ ไปด้วย

กามภพ ๑๑ ภพ อันได้แก่ อบาย ๔  มนุษยโลก ๑ และ กามาวจรสวรรค์อีก ๖ 

ภพของรูปพรหม ๑๖ (ซึ่งเป็นภพของ พวกกายละเอียด ผู้เข้าถึงรูปฌาน)

และภพของอรูปพรหมอีก ๔ (ซึ่งเป็นภพที่มีแต่จิต ไม่มีรูป เป็นภพของผู้ถึงอรูปฌาน)

ในวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อกรรมภพหรือสังขารภพอุบัติ ขึ้น  สังขารหรือกรรมนี้เองที่ทำให้เกิดชาติใหม่  โดยพลังกรรมนี้จะเชื่อมโยงเข้ากับพลังความสั่นสะเทือนของภพที่จะไปเกิด   ในขณะที่ความตายมาถึงนั้น ภพทั้ง ๓๑ ภพจะเปิดออก  สังขาร หรือการปรุงแต่งในขณะนั้นจะเป็นผู้กำหนดว่า รถไฟจะแล่นไป ตามรางไหนต่อไป โดยพลังแห่งกรรมจะผลักดันวิญญาณให้ เข้าไปสู่กระแสชีวิตใหม่

ตัวอย่างเช่น ถ้าหากก่อนตาย มีความ โกรธหรือความมุ่งร้ายต่างๆ ซึ่งเป็นลักษณะที่รุ่มร้อน กระวนกระวาย  กระแสกรรมก็จะถูกดึงดูดให้เข้าไปอยู่ในอบายภูมิ   ทำนองเดียวกัน บุคคลที่มีความเมตตาเป็นอุปนิสัย ก็จะมีพลังสั่นสะเทือนของพรหมโลกเป็นต้น

นี่เป็นกฎธรรมชาติ และ กฎเหล่านี้จะจัดตัวเองอย่างมีระเบียบโดยไม่ผิดพลาดเลย  ฉะนั้น เราจึงต้องเข้าใจว่ารถไฟดังกล่าวไม่มีผู้โดยสาร  แต่แล่นไปด้วยพลังของสังขาร คือกรรม หรือการปรุงแต่งที่สะสมไว้ ในขณะที่ความตายมาถึง กรรมที่แรงมักปรากฏขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นกุศลหรืออกุศลกรรมก็ได้

ตัวอย่างเช่น หากบุคคลใดเคยฆ่าบิดามารดาหรือผู้ทรงศีลมาแล้ว ความจำเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าวจะมาปรากฏขึ้นอีกเมื่อใกล้สิ้นใจ  ในทำนองเดียวกัน สำหรับผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนาอยู่เสมอ จิตสุดท้ายจะสงบเยือกเย็นเช่นเดียวกับในขณะที่เคยปฏิบัติวิปัสสนา

หากไม่มีกรรมภพที่หนักหน่วงรุนแรงปรากฏขึ้น ก็จะเกิดกรรมภพอย่างอื่น ความจำใดๆที่เกิดขึ้นในขณะนั้นจะปรากฏออกมา ตัวอย่างเช่น บางคนอาจจะนึกได้ถึงกรรมดีที่เคยถวายอาหารพระ  หรือ บางคนอาจนึกได้ว่าเคยฆ่าคน ความจำเกี่ยวกับพฤติกรรมในอดีตจะปรากฏขึ้นเสมอ บางคนอาจจะมองเห็นอาหารเต็มจานที่เคยใส่บาตร บางคนจะเห็นปืนที่ตนเคยใช้สังหารผู้อื่น  สิ่งเหล่านี้คือ กรรมนิมิต

บางครั้งก็อาจมีนิมิตของชีวิตที่กำลังจะอุบัติขึ้นในอนาคต หรือที่เรียกว่า คตินิมิต (เครื่องหมายแสดงที่ไปเกิด)  นิมิตเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวโยงกับโลกภพ ซึ่งมีกระแสดึงดูดให้ไปเกิด  เช่น อาจมีนิมิตเห็นสวรรค์ หรือเดรัจฉานภพก็ได้  บุคคลที่กำลังจะตายมักมีนิมิตเหล่านี้เหมือนเป็นการเตือนล่วงหน้า  ทำนองเดียวกับรถไฟ ซึ่งจะมีไฟส่องให้เห็นทางอยู่ที่หัวรถ 

พลังสั่นสะเทือนของนิมิตดังกล่าว ย่อมจะเชื่อมโยงเข้ากับพลังสั่นสะเทือนของโลกภพที่ชีวิตใหม่กำลังจะอุบัติขึ้น

นักวิปัสสนาที่ดี ย่อมสามารถหลบหลีกรางรถไฟที่จะพาไปสู่ภพภูมิที่ตำ่กว่า  ฉะนั้นเราจึงจะต้องเข้าใจกฎธรรมชาตินี้ให้ดี และหมั่นปฏิบัติเพื่อเตรียมตัวเผชิญกับความตายอยู่ตลอดเวลา ...

อ่าน ตอน3 กด
https://www.facebook.com/Goenka.News/posts/1796281877293944:0

อ่าน ตอน1 กด
https://www.facebook.com/Goenka.News/posts/1793444077577724:0
________________
ลิงค์เพื่อการดาวน์โหลดหนังสืออีบุ๊ค (PDF File)
http://goo.gl/njgUVh

________________
ให้ส่ง pdf ตายแล้วไปไหน

แจ้งว่า "pdf ตายแล้วไปไหน "

แจ้งที่

ID Line: Goenka.News
หรือกด

http://line.me/ti/p/~Goenka.News
________________

... ที่สุดในโลก ที่เป็นสัจธรรมความจริง

1. หมอดูที่เก่งที่สุดในโลก คือ กฎแห่งกรรม

2. พิธีสะเดาะเคราะห์ที่ดีที่สุดในโลก คือ การสำนึกผิดและการเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเราเอง

3. วิธีต่ออายุที่ได้ผลดีที่สุดในโลก คือ การละเว้นจากชีวิตผู้อื่น

4. วิธีเรียกทรัพย์ที่แม่นยำที่สุดในโลก คือ การทำบุญให้ทาน

5. วิธีเสริมสวยที่ได้ผลดีที่สุดในโลก คือ รอยยิ้ม

6. ความสุขที่ราคาถูกที่สุดในโลก คือ ช่างหัวมัน

7. ความดีที่ประเสริฐที่สุดในโลก คือ ความกตัญญู

8. การปลดปล่อยตัวเองที่เร็วที่สุดในโลก คือ การปล่อยวาง

9. การทำลายคุณธรรมแห่งตนที่เร็วที่สุดในโลก คือ ความเห็นแก่ตัว

10. ความสูญเสียที่สาหัสที่สุดในโลก คือ การเอาเปรียบผู้อื่น

11. บ่อที่ถมยากที่สุดในโลก คือ บ่อแห่งความโลภ

12. ไฟที่ยากดับที่สุดในโลก คือ ไฟแห่งโทสะ ความโกรธ

13. สิ่งที่ทำให้คนมัวเมายิ่งกว่าการดื่มสุราที่มีฤทธิ์แรงที่สุดในโลก คือ ความหลง

14. ความมืดที่จุดแสงไฟให้สว่างได้ยากที่สุดในโลก คือ กามคุณ

15. ความหลงงมงายที่ฝังแน่นที่สุดในโลก คือ อัตตาตัวตน

16. ความผันผวนที่ยากคำนวนที่สุดในโลก คือ อนิจจัง ความไม่เที่ยง

17. ภัยพิบัติที่ยาวนานที่สุดในโลก คือ การเวียนว่ายตายเกิด

18. ความสุขอันยาวนานที่สุดในโลก คือ หลุดพ้น

19. สันติภาพที่เกิดขึ้นเร็วที่สุดในโลก คือ การให้อภัย

การทรงอารมณ์จิตเพื่อความเป็นพระโสดาบัน

..=>คำสอนหลวงพ่อเรื่อง "การทรงอารมณ์จิตเพื่อความเป็นพระโสดาบัน"<=..

     .. ก่อนที่จะเป็นผู้มีฌาน จะต้องทำ
จิตใจของตนไม่ให้ทุรนทุราย ไม่ยุ่งกับ
กิจการของชาวบ้าน "ใครเขาจะดี ใคร
เขาจะเลว ที่ไหน ให้ถือว่าเป็นเรื่องของ
ชาวบ้าน ไม่เอาเรื่องของชาวบ้านมาเป็น
อารมณ์"

     ไม่มีจิตอิจฉาริษยาบุคคลใด เขาดี
เท่าไหร่เขาชั่วเท่าไหร่เป็นเรื่องของเขา
"เรายุ่งอยู่กับตัวของเรา พิจารณาหาความ
ชั่วของตัว" ว่าวันหนึ่งๆ จิตของเราชั่วกี่ครั้ง
เราคิดไปยุ่งกับชาวบ้านคิดนอกเรื่องนอก
ราวจากอำนาจของธรรมะมีบ้างไหม

     ใคร่ครวญหาเหตุหาผลหาความชั่ว
ของตัวให้พบ เมื่อเห็นว่าจิตชั่วมีความ
อิจฉาริษยาชาวบ้าน ไปยุ่งกับเรื่องของ
ชาวบ้านว่าคนนั้นดี คนนั้นชั่วอย่างนั้น
อย่างนี้ นั่นแสดงว่า "จิตของเราฟุ้งซ่าน
เกินพอดีนอกอารมณ์ของฌาน"

     ให้ระงับอารมณ์อย่างนี้เสีย ตัดมานะ
ตัดความถือตัวถือตนว่า "เราดีกว่าเขา
เราเสมอเขา เราเลวกว่าเขา" คิดเสียว่า
คนทุกคนมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น มี
ความแปรปรวนในท่ามกลาง แล้วก็ตาย
ในที่สุดเหมือนกัน

     ไม่มีใครดี ไม่มีใครชั่วกว่ากัน ตัด
อารมณ์ยุ่งภายนอก แล้วนอกจากนั้นก็
สร้างจิตให้ประกอบไปด้วยความเมตตา
ปรานี มีความสงสารในบุคคลและสัตว์
ไม่อิจฉาริษยาบุคคลอื่น เมื่อบุคคลอื่น
เขาได้ดีพลอยยินดีด้วย

     เมื่อจิตประกอบไปด้วยความเมตตา
ปรานี จิตของบุคคลนั้นก็จะแช่มชื่น จะ
ทรงฌานอยู่ตลอดกาลตลอดสมัย เมื่อจิต
อยู่ในอารมณ์แช่มชื่นอย่างนี้ มาพิจารณา
ขันธ์ ๕ ว่า "ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เราไม่มีในขันธ์ ๕  ขันธ์ ๕ ไม่มีในเรา"

     เราคือจิตที่เข้ามาอาศัยเรือนร่าง
กล่าวคือขันธ์ ๕ เพียงชั่วคราว ไม่ช้าไม่
นานเท่าไหร่ขันธ์ ๕ มันพังทลาย เราก็จะ
ไปสู่ชาติภพอันเป็นไปตามอำนาจกฎ
ของกรรม นี่เมื่อจิตรู้อย่างนี้แล้วชื่อว่า

    "จิตของบุคคลนั้นเป็นผู้มีจิต
     ประกอบไปด้วยสติสัมปชัญญะ"

     จิตจึงจะมีกำลังสามารถนำวิปัสสนา
ญาณ คือ "นิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่าย"
และ "สังขารุเปกขาญาณ ความวางเฉยใน
สังขาร" โดยยึดเอาอริยสัจ เห็นว่าสังขาร
ทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
มาให้ปรากฏแก่จิต

     จิตก็จะไม่พัวพันอยู่ในสังขาร จิตก็
จะยึดมั่นในคุณพระรัตนตรัย แล้วจิตก็จะ
ทรงไว้ซึ่งศีลทั้ง ๕ ประการให้บริสุทธิ์
ผุดผ่องอย่างนี้ เมื่อรักษาระดับจิตได้
อย่างนี้จึงจะเป็นพระโสดาบันได้ ..

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน)
ที่มาจาก.. ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๔๓๐ หน้าที่ ๒๖-๒๗

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เหตุให้มนุษย์เกิดมา เพียบพร้อมสมบูรณ์

มาณพ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศัสตราได้ มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆในภายหลังจะเป็นคนมีอายุยืน

มาณพ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้ปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศัสตรา เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆในภายหลังจะเป็นคนมีโรคน้อย

มาณพ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อาศัย เครื่องตามประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆในภายหลังจะเป็นคนมีโภคทรัพย์มาก

มาณพ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง แม้ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธ ความร้าย และความขึงเคียดให้ปรากฏ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆในภายหลังจะเป็นคนน่าเลื่อมใส

มาณพ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆในภายหลังจะเป็นผู้มีศักดามาก

มาณพ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง สักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆในภายหลังจะเป็นคนเกิดในตระกูลสูง

มาณพ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตามย่อมเป็นผู้เข้าไปหาสมณะ หรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆในภายหลังจะเป็นคนมีปัญญามาก

- บาลีสยามรัฐ เล่ม ๑๔ หน้า ๓๗๖

#แชร์เป็นธรรมทาน

...........................

.

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ยะถาให้ผี สัพพีให้คน

อนุโมทนากถา เป็นบทสวดมนต์ของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ที่สวดเพื่อมุ่งประสงค์ให้ผู้ถวายทานแก่พระสงฆ์เกิดความยินดีในทาน หรือเพื่อแสดงธรรมแก่ผู้ถวายทาน ในสมัยพุทธกาล พระสูตรสำคัญ ๆ เกิดจากคำอนุโมทนากถาของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงแก่ผู้ถวายทานตามสถานที่ต่าง ๆ ที่พระองค์เสด็จไปรับบิณฑบาต ปัจจุบันพระสงฆ์มีบทสวดสำหรับอนุโมทนาโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่จะตัดตอนมาจากพระสูตรในพระไตรปิฎก ซึ่งมีบทที่พระสงฆ์ใช้สวดเป็นประจำไม่กี่พระสูตร แต่บทที่พระสงฆ์สวดนำเป็นปกติทุกครั้งก่อนที่จะสวดเนื้อหาในพระสูตรคือบทอนุโมทนารัมภกถา และบทสามัญญานุโมทนากถา (แปลว่าบทสวดเริ่มต้นและบทสวดปกติ) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า ยถา-สัพพี ซึ่งเป็นบทสวดที่ไม่ใช่พระพุทธพจน์ โดยบทยถาเป็นการให้พรอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว บทสัพพีมีเนื้อหากล่าวถึงการอำนวยมงคลและอวยพรให้ผู้ถวายทานปราศจากอันตรายทั้งหลาย

อนุโมทนากถา นอกจากจะหมายถึงบทสวดภาษาบาลีของพระสงฆ์แล้ว ยังอาจหมายถึงคำกล่าวของพระสงฆ์ที่แสดงในงานต่าง ๆ อีกด้วย

อนุโมทนารัมคาถา

ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ จงสำเร็จโดยฉับพลัน สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา จันโท ปัณณะระโส ยะถา มะณิ โชติระโส ยะถา.....

"ห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วแต่โลกนี้ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้ว ฉันนั้น ขออิทธิผลที่ท่านปรารถนาแล้ว ตั้งใจแล้ว จงสำเร็จโดยฉับพลัน ขอความดำริทั้งปวงจงบริบูรณ์ เหมือนดังพระจันทร์วันเพ็ญ (และ) เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสว"

สามัญญานุโมทนาคาถา แปล

สัพพีติโย วิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัสสะตุ มา เต ภะวัตวันตะราโย สุขี ทีฆายุโก ภะวะ อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง

"ความจัญไรทั้งปวงจงบำราศไป โรคทั้งปวงจงหายไป อันตรายอย่ามีแก่ท่าน ขอท่านจงเป็นผู้มีความสุข มีอายุยืน ธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีการอภิวาทเป็นปรกติ อ่อนน้อมต่อผู้เจริญเป็นนิตย์"